
ASPS เปิดกลยุทธ์ “บาร์เบล” ลงทุนครึ่งปีหลัง ชู KTB-TTB-PTTEP เด่น
ASPS เปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลังแบบ "บาร์เบล" (Barbell Strategy) ให้น้ำหนักหุ้นปันผลไทย 35% ควบคู่หุ้นเติบโตต่างประเทศ 35% ผ่าน DR พร้อมถือเงินสด 20% และป้องกันความเสี่ยง 10% ชู KTB, TTB และ PTTEP ปันผลเด่น ขณะที่ฝั่งต่างประเทศเน้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ สินค้าหรู และผู้ใช้งาน AI ปลายน้ำ พ่วงกระจายความเสี่ยงในทองคำและหุ้นกลุ่มเครื่องปรับอากาศรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนในปัจจุบันจำเป็นต้องจับตาความผันผวนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากหากขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ที่แข็งแกร่ง การกลับไปทำจุดสูงสุดเดิมจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งความผันผวนนี้จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ นักลงทุนเริ่มนำสถานการณ์ของหุ้นกลุ่ม AI ในปี 2026 ไปเปรียบเทียบกับภาวะฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Bubble) ในปี 2000 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันหลายประการ ในอดีต บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ จำกัด หรือ Cisco เคยเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกถึงระดับ 0.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกระแสความตื่นตัวในการวางระบบเราเตอร์ (Router) ขณะที่ปัจจุบันตลาดกำลังตื่นตัวกับการลงทุนชิปหน่วยความจำ (Memory) เพื่อประมวลผล AI ส่งผลให้ ASPS ต้องติดตามปัจจัยเฝ้าระวังกว่า 10 หัวข้อเพื่อประเมินความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ASPS แนะนำการจัดพอร์ตแบบบาร์เบล (Barbell Strategy) โดยกระจายการลงทุนผสมผสานทั้งในและต่างประเทศผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) แบ่งสัดส่วนเป็น หุ้นปันผล 35%, หุ้นเติบโต (Growth Stock) 35%, เงินสด 20% และการป้องกันความเสี่ยงทางเทคนิค (Technical Hedge) อีก 10%
ในส่วนของหุ้นปันผล 35% แนะนำให้เน้นหนักในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่โดดเด่นและเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ซึ่งคาดว่าจะเป็นธนาคารที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงที่สุดในกลุ่มที่ระดับ 3% ต่อปี นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานอย่าง บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ยังมีความน่าสนใจด้วยอัตราผลตอบแทนปันผลที่สูงถึง 6%
ด้านหุ้นเติบโต 35% ASPS ประเมินว่าหุ้นเติบโตของไทยยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่ศักยภาพการทำกำไรเติบโตได้แรงกว่า จึงแนะนำให้เสริมพอร์ตด้วยหุ้นต่างประเทศใน 3 ธีมหลัก ได้แก่
1.กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech): เน้นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม เช่น บริษัท อีไล ลิลลี่ (Eli Lilly) และ บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk)
2.กลุ่มประสบการณ์และสินค้าหรูหรา (Experience Economy & Luxury): เช่น บริษัท แอร์เมส (Hermès), บริษัท เฟอร์รารี่ (Ferrari) และบริษัทเกมอย่าง บริษัท เน็ตอีส (NetEase) ซึ่งราคาหุ้นปรับฐานลงมาลึก 50-60% จากผลกระทบด้านกำแพงภาษีและสงคราม ทำให้มีอัพไซด์ในการฟื้นตัวสูงในช่วงครึ่งปีหลัง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่ทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อ
3.กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จาก AI ปลายน้ำ (End User / Hyper Scaler): แนะนำให้ลดน้ำหนักกลุ่มผู้ผลิตชิปที่อาจเผชิญปัญหาราคาชิปตกต่ำ และเปลี่ยนมาเน้นบริษัทที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง สามารถรักษากำไรได้ดี เช่น บริษัท แอปเปิล (Apple) และ บริษัท เสียวหมี่ (Xiaomi) รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์ที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังแนะนำบริษัทที่เป็นแกนหลักของอุตสาหกรรมชิปและมีอำนาจผูกขาดสูงอย่าง บริษัท เอเอสเอ็มแอล (ASML)
สำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) 10% แนะนำให้เก็งกำไรตามจังหวะในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น โลหะเงิน หุ้นเหมืองแร่ และทองคำ โดยราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวและดีดกลับได้ภายหลังประเทศจีนมีมาตรการระงับการซื้อขายทองคำกระดาษ (Paper Gold) ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นกลุ่มเครื่องปรับอากาศอย่าง บริษัท ไมเดีย (Midea) ที่ได้อานิสงส์เชิงบวกจากปรากฏการณ์เอลนีโญและสภาวะอากาศร้อนจัดในภูมิภาคยุโรป ซึ่งผลักดันความต้องการเครื่องปรับอากาศแบบพกพาให้สูงขึ้น
