“บล.เมย์แบงก์” ชี้จีนเร่งพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ ดัน “SMIC-Hua Hong” รับเทรนด์ AI

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มองจีนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ รับกระแส AI เติบโต ดันต้นทุนประมวลผลเป็นปัจจัยชี้วัดความสามารถทำกำไร ชู SMIC-Hua Hong รับอานิสงส์ พร้อมให้ราคาเป้าหมาย SMIC23 ที่ 4.59 บาท Upside 17.2% และ HUAHONG23 ที่ 9.10 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST ระบุว่า นโยบายการพึ่งพาตนเองด้านเซมิคอนดักเตอร์ของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทำให้ต้นทุนการประมวลผลต่อโทเคน (Per-token Cost) กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ

MST มองว่า ปริมาณการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนด้านการประมวลผลกลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่มีนัยสำคัญสำหรับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการพัฒนาโมเดล AI โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มปรับกลยุทธ์ด้วยการพัฒนาชิปประมวลผลของตนเอง หรือร่วมมือกับผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากต่างประเทศ

สำหรับผู้เล่นรายสำคัญในจีน MST ระบุว่า ByteDance มีแนวทางดำเนินงานครอบคลุมมากที่สุด ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ทั้งหน่วยประมวลผลเฉพาะทาง (LPU) การใช้งานสถาปัตยกรรม Arm/RISC-V และการสนับสนุนด้าน GPU รวมถึงได้รับแรงหนุนจากแผนลงทุนด้าน AI (CAPEX) ปี 2569 ที่สูงกว่า 2 แสนล้านหยวน

ขณะที่ Alibaba Group ผ่านหน่วยพัฒนาชิป T-Head มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี โดยมุ่งพัฒนาชิปประมวลผลสำหรับงาน AI และระบบคลาวด์ ส่วน Baidu มีบริษัท Kunlunxin ซึ่งพัฒนาชิป AI พร้อมแผนขยายการเข้าถึงตลาดทุนผ่านการจดทะเบียนแบบคู่ขนานในตลาด STAR และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมคือ ห้องปฏิบัติการพัฒนาโมเดล AI (Model Labs) เริ่มขยายบทบาทเข้าสู่การพัฒนาชิปของตนเอง โดยมีรายงานว่า DeepSeek อยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ชิปสำหรับการฝึกฝนโมเดล จากเดิมที่พึ่งพา Nvidia H800 ไปสู่การใช้ชิป Huawei Ascend สำหรับโมเดลรุ่นใหม่ ขณะที่ Zhipu AI มีแนวคิดพัฒนาชิปแบบ Custom Silicon เพื่อรองรับโมเดล GLM ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

MST ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนการประมวลผลกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักของกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ AI โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงคือผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐานเซมิคอนดักเตอร์ (Manufacturing Backbone) มากกว่าผู้พัฒนาโมเดล AI เพียงอย่างเดียว

สำหรับกลุ่มผู้รับจ้างผลิตชิป (Foundry) MST ประเมินว่า Semiconductor Manufacturing International Corporation (SMIC) และ Hua Hong Semiconductor มีโอกาสได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการกำลังการผลิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาสำหรับเทคโนโลยีการผลิตชิประดับ Mature Node

ส่วนกลุ่มหน่วยความจำ (Memory) ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น หลังราคาหน่วยความจำ DRAM ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ChangXin Memory Technologies (CXMT) มีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะผู้ผลิตหน่วยความจำภายในประเทศ รวมถึงมีความร่วมมือระยะยาวกับบริษัทเทคโนโลยีจีน

ด้านกลุ่มอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Equipment) MST ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ เช่น NAURA Technology Group มีโอกาสได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อที่รอส่งมอบ (Backlog) จำนวนมาก และมาตรการสนับสนุนการจัดซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการช่วงครึ่งแรกปี 2569 และไตรมาส 2/2569 จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินคุณภาพของอัตรากำไร

สำหรับปัจจัยด้านนโยบายภาครัฐ MST มองว่า ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรม โดยมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ทำให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ NVIDIA มีความไม่แน่นอน ขณะที่รัฐบาลจีนเดินหน้าผลักดันการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ ผ่านการกำหนดสัดส่วนการจัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ และการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

อย่างไรก็ตาม MST ระบุว่า เทคโนโลยีด้านการออกแบบชิป (EDA) ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของจีน เนื่องจากผู้ให้บริการหลักอย่าง Synopsys และ Cadence Design Systems ยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาด EDA ของจีน

สำหรับมุมมองการลงทุน MST ให้ราคาเป้าหมายหุ้น SMIC23 ที่ 4.59 บาท คิดเป็น Upside 17.2% และให้ราคาเป้าหมายหุ้น HUAHONG23 ที่ 9.10 บาท คิดเป็น Upside -14.2%

ขณะที่ราคาหุ้น SMIC23 ล่าสุด ณ เวลา 15:43 น. อยู่ที่ 3.92 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 16.60 ล้านบาท ส่วน HUAHONG23 อยู่ที่ 10.50 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.94% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 17.15 ล้านบาท

Back to top button