
สื่อนอกตีข่าว! “ไทยเบฟ” ขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในไทย
บลูมเบิร์กเผย "ไทยเบฟ" เล็งขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในไทยที่มีกว่า 500 สาขา พร้อมดึง แบงก์ ออฟ อเมริกา ทาบทามผู้ซื้อ หวังปรับพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ้างอิงรายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ (ThaiBev) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเบียร์ช้างและสุราแสงโสม กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายกิจการแฟรนไชส์ร้านอาหาร KFC ในประเทศไทย
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยเบฟกำลังร่วมมือกับ แบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป (Bank of America Corp) เพื่อประเมินความสนใจจากผู้ซื้อที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี การหารือดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนภายในที่เป็นความลับ และยังไม่มีข้อสรุปว่าการเจรจานี้จะนำไปสู่การทำข้อตกลงซื้อขายจริงหรือไม่
ทั้งนี้ บริษัท คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของไทยเบฟ ถือเป็นหนึ่งในสามผู้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ของแบรนด์ KFC ในประเทศไทย ร่วมกับอีกสองราย ได้แก่
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป
บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มเดฟยานี อินเตอร์เนชั่นแนล (Devyani International Ltd)
ย้อนกลับไปในปี 2560 ไทยเบฟได้เข้าซื้อกิจการร้าน KFC จำนวน 240 สาขา ด้วยมูลค่าประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยปัจจุบันข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า QSA เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและบริหารสาขาร้านอาหาร KFC มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้เป็นผู้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ KFC รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
อย่างไรก็ดี ทางด้านตัวแทนของไทยเบฟยังไม่ได้ตอบรับต่อคำขอความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ขณะที่ทาง แบงก์ ออฟ อเมริกา ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวนี้
ขณะที่งบการเงินของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รอบระยะเวลา 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มธุรกิจอาหาร ซึ่งรวมถึงธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหาร KFC มีสัดส่วนการสร้างกำไรในระดับต่ำเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของบริษัท สะท้อนเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญให้บริษัทพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจำหน่ายธุรกิจดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรเงินลงทุนและมุ่งเน้นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่า
ทั้งนี้ ในรอบระยะเวลา 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขาย 11,325 ล้านบาท แต่สร้างกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ (Attributable Profit) เพียง 54 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ (Attributable Profit Margin) เพียงประมาณ 0.48% หรือราว 0.5% เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่รวมของไทยเบฟที่ 15,965 ล้านบาท พบว่ากลุ่มธุรกิจอาหารมีสัดส่วนกำไรเพียงประมาณ 0.34% ของกำไรทั้งหมด แม้จะเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนและทรัพยากรในการดำเนินงานจำนวนมาก รวมถึงต้องบริหารเครือข่ายร้านอาหารกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจอาหารยังอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ลดลง 21.7% จาก 69 ล้านบาท เหลือ 54 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย และการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน
ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มยังคงเป็นแหล่งสร้างกำไรหลักของไทยเบฟ โดยกลุ่มสุรา (Spirits) มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 11,720 ล้านบาท จากยอดขาย 65,373 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 17.9% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.41% ของกำไรทั้งหมดของกลุ่ม
ขณะที่กลุ่มเบียร์ (Beer) มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 3,156 ล้านบาท จากยอดขาย 62,639 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 5.0% ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Beverages: NAB) มีกำไร 1,142 ล้านบาท จากยอดขาย 31,596 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 3.6%

