
CGSI ชี้ THAI ครึ่งปีหลังฟื้น รับดีมานด์เดินทาง-ขนส่งโต เคาะเป้า 8 บาท
CGSI คาดการดำเนินงานกลับสู่ภาวะปกติช่วงครึ่งปีหลัง หลังราคาน้ำมันเครื่องบินลดลง พร้อมรับดีมานด์เดินทาง–ขนส่งสินค้าแกร่ง คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้า 8 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกำไรของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มีโอกาสแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 ก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี และขยายตัวต่อเนื่องในปี 2570 จากความต้องการเดินทางที่ยังแข็งแกร่ง ประกอบกับข้อจำกัดด้านปริมาณที่นั่งซึ่งช่วยพยุงรายได้เฉลี่ยต่อหน่วย หรือ Yield
ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศได้เข้าพบผู้บริหารของ THAI เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้บริหารยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรมการบิน แม้ราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น แต่เชื่อว่าผลกระทบยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดแล้ว
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายที่มีแผนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจะอยู่ในส่วนของการลงทุนเกี่ยวกับเครื่องบินเป็นหลัก เนื่องจากผู้บริหารมองว่า การรับมอบเครื่องบินใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายรายได้และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับยอดจองตั๋วล่วงหน้าในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ความต้องการเดินทางที่แท้จริงยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor ที่ทรงตัวในระดับสูง แม้บริษัทจะปรับขึ้นราคาค่าโดยสารแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้โดยสารบางส่วนยังเปลี่ยนมาใช้เที่ยวบินตรงระหว่างเอเชียและยุโรปมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อเครือข่ายเที่ยวบินแบบไม่หยุดแวะพักของ THAI และช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันบนเส้นทางระยะไกล
ผู้บริหารระบุว่า ด้วยฐานะสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง บริษัทจึงสามารถให้ความสำคัญกับการรักษา Yield มากกว่าการเร่งอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร หรือ Load Factor และไม่มีแผนใช้กลยุทธ์ลดราคาค่าโดยสารเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขาย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 บริษัทได้ปรับลดปริมาณที่นั่ง หรือ Capacity ให้ต่ำกว่าแผนเดิม ผ่านการลดความถี่เที่ยวบินและนำเครื่องบินขนาดเล็กมาให้บริการในเส้นทางที่มีความต้องการเดินทางต่ำ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร ขณะที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปไม่มีแผนปรับลด Capacity เพิ่มเติม
ผู้บริหารคาดว่า การดำเนินงานจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3/2569 ขณะที่ความต้องการขนส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทางอากาศยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในยุโรป ซึ่งจะช่วยสนับสนุน Yield, Load Factor และการเติบโตของรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี
ด้านแผนขยายฝูงบิน THAI ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเครื่องบินเป็น 102 ลำภายในสิ้นปี 2569 โดยรวมเครื่องบินใหม่ที่จะได้รับมอบจำนวน 28 ลำ และเครื่องบินเก่าที่จะปลดระวางจำนวน 6 ลำ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร หรือ Available Seat Kilometers (ASK) ในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราเลขหลักเดียว เนื่องจากเครื่องบินใหม่ส่วนใหญ่จะทยอยส่งมอบในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้ผลบวกต่อ Capacity ยังรับรู้ได้ไม่เต็มปี
สำหรับปี 2570-2571 ผู้บริหารคาดว่า ASK จะเติบโตในอัตราเลขสองหลัก เมื่อเครื่องบินใหม่เริ่มเข้าประจำการมากขึ้น โดยบริษัทมีแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางยุโรปซึ่งเป็นเส้นทางหลัก รวมถึงขยายเที่ยวบินไป-กลับประเทศอินเดียและจีน
ขณะเดียวกัน ฝูงบินใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงจะติดตั้งที่นั่งชั้นธุรกิจแบบ Business Class Suites และชั้นโดยสาร Premium Economy ซึ่งจะเริ่มให้บริการในปี 2570 และคาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพบริการ เพิ่มอำนาจในการกำหนดราคาค่าโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัท
สำหรับปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น CGSI มองว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินที่อ่อนตัวลงและความต้องการเดินทางทางอากาศที่ยังแข็งแกร่ง จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงด้านลบ ได้แก่ การแข่งขันที่อาจกดดัน Yield และความต้องการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด
ทั้งนี้ CGSI ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น THAI พร้อมราคาเป้าหมาย 8 บาท อ้างอิงอัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EV/EBITDA ปี 2570 ที่ 4.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประมาณ 20% เพื่อสะท้อนปัจจัยกดดันจากระยะเวลาห้ามขายหุ้น หรือ Share Lock-up ที่จะครบกำหนดในเดือนสิงหาคม 2569

