“กรุงไทย” ชี้เงินบาทเผชิญ Two-way Risk จับตา Fed-ตะวันออกกลาง แนะใช้ Options

KTB ประเมินเงินบาทระยะสั้นยังแกว่งตัวได้ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า ตามทิศทางนโยบาย Fed และสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมแนะผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะ Options ขณะที่ยังคงแนะนำทยอยสะสมบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาวเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือ 4.50% เนื่องจากคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในปี 2569


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ตลาดบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.66% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (ให้โอกาสราว 71% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง

ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่

ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง แม้จะได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทว่าภาวะดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันบ้างตามการปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมที่สวนทางกับตลาดหุ้นฝั่งยุโรป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลง สู่โซน 101.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.0-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทว่า จังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ความหวังของผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อในเชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นบ้างและแกว่งตัวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นายพูน กล่าวว่า สำหรับค่าเงินบาทในระยะสั้นยังเผชิญความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) โดยขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงตลาดผันผวน

หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ลุกลามจนกระทบอุปทานพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเงินบาทจะยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีแนวต้านบริเวณ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังอ่อนค่าทะลุระดับ 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ และระดับสำคัญที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ทิศทางเงินบาทยังขึ้นอยู่กับการประเมินนโยบายของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ และหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor

ในระยะสั้น ตลาดจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และการแถลงของประธาน ECB ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินยูโรและตลาดเงินผันผวน หาก ECB ส่งสัญญาณผ่อนคลายกว่าที่ตลาดคาด เงินยูโรอาจอ่อนค่าลงและหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าต่อ ขณะเดียวกันยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งหากกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ โดยในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์ยังคงมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ในกรอบรายสัปดาห์ได้อย่างชัดเจน จึงจะมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่ารอบใหม่

Back to top button