
SCC เร่งทรานส์ฟอร์ม-ลดต้นทุน ดัน EBITDA ปี 69 โตต่อ วางฐาน LSP รับอนาคต
SCC เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA และใช้ AI ยกระดับฐานผลิตอาเซียน มั่นใจ EBITDA ปี 69 ดีกว่าปีก่อน พร้อมเร่งโครงการ LSP หนุนโตระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวด 12,649 ล้านบาท
ขณะที่ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ทั้งการบริหารต้นทุนและวัตถุดิบ การรักษาวินัยทางการเงิน การปรับโครงสร้างธุรกิจ การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA รวมถึงการนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตในอาเซียน
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 SCC มีรายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA จำนวน 27,984 ล้านบาท ส่วนกำไรสำหรับงวดที่ไม่รวมรายการพิเศษอยู่ที่ 10,833 ล้านบาท
ฐานะการเงินของบริษัทปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น โดยหนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.7 เท่า จาก 5 เท่าในไตรมาสก่อน ขณะที่เงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นเป็น 76,775 ล้านบาท
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า ผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นเกิดจากการดำเนินกลยุทธ์ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะกลาง โดยบริษัทบริหารต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซได้ทันท่วงที พร้อมรักษาวินัยทางการเงินและปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
ธุรกิจซีเมนต์–วัสดุก่อสร้างรับแรงหนุนโครงการรัฐ
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ได้รับแรงหนุนจากโครงการภาครัฐของไทย รวมถึงตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียที่เติบโต แม้ตลาดภาคเอกชนในประเทศไทยยังชะลอตัว
เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรสำหรับงวด 5,790 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA จำนวน 11,407 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทได้รวมธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ภายใต้ชื่อ “เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ธุรกิจและเพิ่มโอกาสการขาย
การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้อัตราการขายข้ามกลุ่มสินค้าเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายร้านค้าช่วงมากกว่า 200 ร้าน โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569
นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยายสินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่า หรือ SVP อาทิ ปูนซีเมนต์คิวแม็กซ์ รวมถึงสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เช่น กลุ่มวัสดุตกแต่งกรุพื้นผิว SCG DECAAR ตลอดจนเดินหน้าผลักดันปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงตลาดในประเทศไทยแล้วมากกว่า 80%
SCC ยังขยายตลาดสินค้าเพื่อการอยู่อาศัยและก่อสร้างสู่ออสเตรเลีย ทั้งกลุ่มหลังคา ฝ้าเพดาน และฉนวนกันความร้อน เพื่อรองรับตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากลและความยั่งยืน
SCGD เดินหน้าปรับฐานผลิต–รุก Smart Toilet
ด้านเอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD มี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 1,378 ล้านบาท จากรายได้ต่างประเทศที่เติบโต โดยเฉพาะตลาดเวียดนาม ประกอบกับการบริหารต้นทุนพลังงาน สินค้าคงเหลือ และการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ แม้มีค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในประเทศไทย
SCGD อยู่ระหว่างเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่ PRIME ประเทศเวียดนาม โดยเมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 กำลังการผลิตของโครงการจะคิดเป็นประมาณ 40% ของกำลังการผลิตรวมของบริษัท
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมติดตั้งสายการผลิตใหม่และระบบ Automation ในประเทศไทย คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้สูงสุด 20%
นอกจากนี้ SCGD ยังร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์รายใหญ่ของจีน เพื่อรุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ หรือ Smart Toilet ผ่านการก่อสร้างโรงงานในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี
SCGC รับสเปรดปิโตรเคมีฟื้น–ขายหุ้น CAP ลดภาระการเงิน
ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือ SCGC มีกำไรสำหรับงวด 5,898 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA จำนวน 15,600 ล้านบาท จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน และการเพิ่มปริมาณจำหน่ายสินค้า HVA
ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งหยุดหรือลดกำลังการผลิต ทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลง และหนุนราคาพอลิเอทิลีน หรือ PE และพอลิโพรพิลีน หรือ PP ปรับตัวสูงขึ้น
ในช่วงครึ่งปีแรก SCGC จำหน่ายหุ้นจำนวน 14.86% ในบริษัท PT Chandra Asri Pacific Tbk. หรือ CAP ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าธุรกรรมประมาณ 24,900 ล้านบาท ตามกลยุทธ์ลดภาระทางการเงิน และนำเงินไปลงทุนในโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ หรือ LSP ประเทศเวียดนาม
ล่าสุด การก่อสร้างถังเก็บอีเทนของโครงการ LSP มีความคืบหน้ามากกว่า 60% และคาดว่าจะพร้อมเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2570 ส่วนการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ด้านธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่าง GC และ SCGC ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยคาดว่าจะรายงานความคืบหน้าในไตรมาส 3/2569
SCGP พลิกกำไรอินโดนีเซีย–ขยายบรรจุภัณฑ์เวียดนาม
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP มีกำไรสำหรับงวด 3,870 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA จำนวน 10,472 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานในประเทศอินโดนีเซียที่พลิกกลับมามีกำไร ตามปริมาณการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาตามตลาด และการบริหารต้นทุน
ส่วนธุรกิจในประเทศเวียดนามยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ โดย SCGP เดินหน้าขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในพื้นที่ตอนใต้ของเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ SCGP ยังร่วมกับบริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมโมโนแมททีเรียล หรือ Mono-material เพื่อให้บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวหลายชั้นผลิตจากวัสดุชนิดเดียว ช่วยส่งเสริมการรีไซเคิล
บริษัทได้นำ AI, Machine Learning และ Deep Learning มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงาน หรือ Cobots มาใช้กับงานที่มีความซ้ำซ้อนและต้องการความต่อเนื่อง
มั่นใจ EBITDA ทั้งปีดีกว่าปีก่อน
นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การแข่งขันด้านราคา เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน แต่ SCC มั่นใจว่าจะสามารถรับมือได้จากกลยุทธ์ที่ดำเนินการมาแล้ว
บริษัทเชื่อว่า Adjusted Cash EBITDA ทั้งปี 2569 จะปรับตัวดีกว่าปี 2568 พร้อมเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจในระยะกลาง ทั้งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP การร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ การบริหารฐานผลิตในอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการนำหุ่นยนต์กับ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนและแล้วเสร็จหลายส่วนภายในปลายปี 2570
เคาะปันผล 3.50 บาท ขึ้น XD วันที่ 5 ส.ค.
คณะกรรมการ SCC อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 ในอัตรา 3.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินรวม 4,200 ล้านบาท หรือประมาณ 24% ของกำไรสำหรับงวดครึ่งปีแรก
บริษัทกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล หรือ Record Date วันที่ 6 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 21 สิงหาคม 2569

