“วรวิทย์” แจงปมสรรหา กกพ.-อาคารใหม่ล่าช้า ยันไร้อำนาจแทรกแซงกระบวนการ

“วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา” ชี้แจงปมสรรหากรรมการ กกพ. ล่าช้ากว่า 2 ปี ยันไม่อยู่ในอำนาจของ กกพ. พร้อมแจงเหตุอาคารสำนักงานใหม่หยุดก่อสร้าง หลังผู้รับเหมาฟ้องยกเลิกสัญญา


นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มบุคคลเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นพาดพิงการดำเนินงานของ กกพ. ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยครอบคลุม 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าในการสรรหากรรมการ กกพ. และโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ

สำหรับกรณีการสรรหากรรมการ กกพ. ที่ล่าช้ามานานกว่า 2 ปี นายวรวิทย์ระบุว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ กกพ. มีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหา จึงไม่ใช่ต้นเหตุของความล่าช้าดังกล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากกรรมการ กกพ. บางส่วนจะครบวาระในเดือนกันยายน 2567

ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้คัดเลือกกรรมการสรรหาครบจำนวน 8 คน และเสนอรายชื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ แต่ไม่มีการนำรายชื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่งผลให้คณะกรรมการสรรหาไม่สามารถเริ่มกระบวนการได้ ก่อนมีการขอถอนเรื่องกลับมาทบทวน โดยไม่ได้ดำเนินการต่อจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ภายหลังนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เร่งรัดกระบวนการดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่ ซึ่งใกล้แล้วเสร็จ

ส่วนกรณีโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กกพ. แห่งใหม่ มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ที่หยุดชะงักนั้น เกิดจากผู้รับเหมาหยุดดำเนินการก่อสร้างและยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอยกเลิกสัญญา

เบื้องต้นคาดว่า ผู้รับเหมาอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนไม่สามารถก่อสร้างได้ตามแผน ขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเว้นค่าปรับจากความล่าช้า ซึ่งสำนักงาน กกพ. ไม่ได้ขัดข้องต่อแนวทางดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกพ. เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้ครอบคลุมถึงการยกเว้นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการต้องเช่าพื้นที่อาคารจัตุรัสจามจุรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีละประมาณ 50 ล้านบาท ในช่วงที่ยังไม่สามารถย้ายเข้าใช้อาคารแห่งใหม่ได้

สำนักงาน กกพ. ในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ และไม่สามารถยกเว้นการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนดังกล่าวได้

นายวรวิทย์ ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาว่า กกพ. ขาดประสิทธิภาพว่า เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีข้อมูลรองรับ พร้อมยืนยันว่า กกพ. ทุกชุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและพยายามรักษาความเป็นองค์กรอิสระด้านพลังงาน ไม่ให้ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

ที่ผ่านมา กกพ. ตรวจสอบพบมูลค่าก๊าซธรรมชาติในส่วน Shortfall รวมประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ถูกนำมาหักลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยได้มีคำสั่งให้นำส่งเงินแล้วประมาณ 4,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตาม และคาดว่าจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในปี 2569

นอกจากนี้ กกพ. ยังเป็นผู้เสนอให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าจากโครงการ Adder และ Feed-in Tariff หรือ FiT ซึ่งฝ่ายนโยบายเคยกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าไว้ประมาณ 5–11 บาทต่อหน่วย

นายวรวิทย์ ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้ประชาชนมีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 17 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าราว 33,000 ล้านบาทต่อปี จึงควรปรับราคารับซื้อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

ต่อมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติปรับปรุงหลักเกณฑ์และราคารับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนตามมาตรา 65 (1) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยปรับราคาจากระดับสูงสุด 11 บาทต่อหน่วย เหลือ 2.15 บาทต่อหน่วย

นายวรวิทย์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบัน กกพ. จะเหลือกรรมการปฏิบัติหน้าที่เพียง 4 คน แต่ยังคงมุ่งดำเนินงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไฟฟ้าและลดภาระของประชาชน พร้อมยืนยันว่า กกพ. จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความเป็นองค์กรอิสระด้านพลังงานต่อไป

Back to top button