
YUANTA ชี้หุ้น “โรงไฟฟ้า-รับเหมา” ตีปีก! กรอ.ดันลงทุนแตะ 30% ลุ้นเงินสะพัด 8 แสนล.
บล.หยวนต้า (YUANTA) ชี้เป้า 11 หุ้นเด่นกลุ่มโรงไฟฟ้าและรับเหมาฯ เตรียมรับอานิสงส์รัฐบาลเดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ผ่าน 5 คณะทำงาน กรอ. หวังดึงสัดส่วนการลงทุนของประเทศแตะ 30% ของจีดีพี ผสานความร่วมมือรัฐและเอกชน คาดหนุนเม็ดเงินสะพัด 6-8 แสนล้านบาทต่อปี
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ YUANTA ระบุว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการจัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยครอบคลุมยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย ด้านการลงทุน, ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digital), ด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), ด้านการเงิน และด้านการแพทย์
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการจนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ จะส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้ถึงราว 600,000 – 800,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ปัจจัยดังกล่าวยังถือเป็นแรงบวกต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า และกลุ่มบริษัทที่มีโอกาสได้รับงานโครงการจากภาครัฐ ซึ่งหุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรง ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK,
รวมถึง บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FORTH, บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY, บริษัท พีไอเอส จำกัด (มหาชน) หรือ PIS, บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO, บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART และ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลต์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO
สำหรับการขับเคลื่อนดังกล่าว ได้มีการกำหนดแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น 6 เดือน, ระยะกลาง 2 ปี และระยะยาว 4 ปี โดยจะอาศัยการบูรณาการงบประมาณจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการร่วมลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญของแผนงานนี้ คือการผลักดันสัดส่วนการลงทุนของประเทศ (Investment) ให้เพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากปัจจุบันที่สัดส่วนดังกล่าวทรงตัวอยู่ในระดับเพียง 22-23% ของ GDP
อย่างไรก็ดี แนะนำนักลงทุนติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานภายใต้กรอบระยะเวลา 6 เดือนแรกอย่างใกล้ชิด หากภาครัฐและ กรอ. สามารถผลักดันยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามแผน จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน และเป็นแรงหนุนผลักดันให้กลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับอานิสงส์ มีทิศทางการเติบโตของผลประกอบการที่โดดเด่นและแข็งแกร่งในระยะยาวต่อไป

