
สคส. ผนึก ดีอี-CIB-สกมช. ชี้ปม “ข้อมูลภาครัฐ” รั่วไหล เร่งปราบเครือข่ายซื้อขายเถื่อน
สคส. ผนึกดีอี สกมช. และ CIB เร่งตรวจสอบ อุดช่องโหว่และปิดช่องซื้อขายข้อมูลผิดกฎหมาย ย้ำผู้เสียหายสามารถร้องเรียนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. เร่งตรวจสอบกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายติดบัตรจากฐานข้อมูลภาครัฐผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งปรากฏข้อมูลของบุคคลหลายกลุ่ม ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการในทุกมิติ
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กรณีดังกล่าวเป็นการนำข้อมูลหรือลิงก์โปรแกรมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายมาใช้งาน จึงเข้าลักษณะการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 7
ทั้งนี้ สคส. ระบุว่า กรณีดังกล่าว ไม่ใช่เหตุข้อมูลหลุดโดยทั่วไป และได้กำหนดแนวทางดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางของข้อมูล เครือข่ายที่นำข้อมูลหรือช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ตลอดจนผู้ที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อ
สำหรับส่วนแรก หรือ “ปลายน้ำ” สคส. จะดำเนินการกับผู้ที่นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ หากไม่ได้รับอนุญาตและเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ โดยได้ประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
พร้อมกันนี้ สคส. เตือนประชาชน ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ดูแลเพจหรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ให้นำข้อมูลส่วนบุคคล ลิงก์ หรือช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลดังกล่าวไปทดลองเปิด ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำ เนื่องจากอาจเป็นการขยายความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล และอาจมีความรับผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่สอง หรือ “ต้นน้ำ” เป็นการดำเนินการกับหน่วยงานที่ดูแลข้อมูล ได้แก่ กรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง โดย สคส. ได้ประสานให้เร่งตรวจสอบ แก้ไข ระงับ หรือยับยั้งเหตุที่เกิดขึ้น รวมถึงพิจารณารายงานเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อ สคส. พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูล
ขณะเดียวกัน ยังได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. เพื่อเร่งกำหนดมาตรการอุดช่องโหว่ และวางมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำ
สำหรับส่วนที่สาม หรือ “กลางน้ำ” เป็นการดำเนินการกับเครือข่ายที่ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงช่องทางเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ โดย สคส. ประสานกระทรวงดีอีและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB ให้เร่งสืบสวน ปราบปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พร้อมปิดกั้นช่องทางซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวย้ำว่า การตรวจสอบครั้งนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ที่มาของข้อมูล วิธีการเข้าถึงระบบ บุคคลหรือเครือข่ายที่นำช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ตลอดจนผู้ที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งระงับความเสียหาย รักษาหลักฐานทางดิจิทัล ตรวจสอบช่องโหว่ และยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง
ทั้งนี้ หากประชาชนเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว สามารถใช้สิทธิร้องเรียนต่อ สคส. เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

