ไทยงัด “คอบร้าโกลด์” ต่อรองสหรัฐ ส่งสัญญาณลดร่วมมือทหาร หากภาษีกระทบหนัก

ไทยเตรียมใช้การฝึกทางทหาร "คอบร้าโกลด์" เป็นไพ่ต่อรองทางการค้า โดยให้สหรัฐฯ ทบทวนแผนเก็บภาษีนำเข้า 12.5% ก่อนเปิดฉากเจรจาช่วงปลายสิงหาคมนี้


สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังพิจารณาลดระดับความร่วมมือทางทหาร รวมถึงการฝึกทางทหารร่วม “คอบร้าโกลด์” (Cobra Gold) หากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเดินหน้ามาตรการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงกับสินค้าไทย โดยฝ่ายไทยเตรียมบรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในข้อเสนอสำหรับการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งสื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่า เป็นท่าทีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในการหยิบยกความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ยาวนานหลายทศวรรษมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในเวทีการค้า

ทั้งนี้ แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะถูกร่างขึ้นด้วยถ้อยคำกว้างๆ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไทยอาจจำเป็นต้องทบทวนการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน หากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดยในปี 2568 ประเทศไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) ซึ่งไทยกำลังเร่งเจรจาเพื่อขอลดอัตราภาษี หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนเก็บภาษี 12.5% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังขยายการตรวจสอบเรื่องภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน (Overcapacity) ฝ่ายไทยได้เสนอที่จะยกเลิกภาษี และปรับใช้มาตรฐานของสหรัฐฯ กับการนำเข้าเนื้อวัว เนื้อแกะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเป็นการตอบแทน ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ร่วมกับฟิลิปปินส์) ซึ่งความเป็นพันธมิตรนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐฯ ในเอเชียแผ่นดินใหญ่มาอย่างยาวนาน

ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย ระบุกับสื่อต่างประเทศว่า ทางกระทรวงฯ ยังไม่สามารถยืนยันข้อเสนอดังกล่าวได้ แต่เชื่อว่าการเจรจาในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความร่วมมือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยพยายามหยิบยกเรื่องความสัมพันธ์ในภาพรวมมาเรียกร้องเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นธรรม โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ไทยควรได้รับการปฏิบัติในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด เนื่องจากมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Treaty of Amity) รวมถึงมีการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ไทยยังรับปากจะเร่งออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับเพื่อตอบสนองข้อกังวลของสหรัฐฯ

อนึ่ง ความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ ถือเป็นความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในเอเชีย และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญท่ามกลางการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค โดยทั้งสองประเทศร่วมเป็นเจ้าภาพการฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งเป็นการฝึกทางทหารข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยในปี 2568 มีบุคลากรเข้าร่วมกว่า 8,000 นาย จาก 30 ประเทศ แม้ความร่วมมือทางทหารจะเคยตึงเครียดหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 จนสหรัฐฯ สั่งลดขนาดการฝึกและระงับความร่วมมือบางส่วน แต่ได้กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา โดยล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอลบริดจ์ โคลบี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนกรุงเทพฯ และเข้าพบ พล.อ. ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อยืนยันถึงความเข้มแข็งของความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลไทยปฏิเสธรายงานข่าวต่างชาติ ระบุไม่เป็นความจริงและไม่ใช่แนวนโยบายของรัฐบาล กรณีอ้างว่าไทยอาจใช้การลดระดับความร่วมมือทางทหาร รวมถึงการฝึกร่วมคอบร้าโกลด์กับสหรัฐฯ เป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้า หากอัตราภาษีศุลกากรอยู่ในระดับสูง

โดยรายงานระบุว่า การฝึกคอบร้าโกลด์มีความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มานาน 44 ปี ขณะที่ไทยกำลังเตรียมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม โดยสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี 12.5% สำหรับการส่งออกส่วนใหญ่ และไทยพยายามรักษาอัตราภาษีไม่ให้สูงเกิน 19% ภายใต้กรอบความร่วมมือครั้งก่อน

ด้านรัฐบาลไทยยืนยันว่า การเจรจาการค้าจะยึดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และความสมดุลทางการค้า พร้อมระบุว่าไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์หลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยจะไม่ใช้ผลประโยชน์ด้านหนึ่งของประเทศไปแลกกับอีกด้านหนึ่ง

Back to top button