
ก.ล.ต. เปิดสถิติ NAV กองทุน Thai ESG ไตรมาส 3 พุ่ง 52%–ไฟเขียวไอพีโอ 4 บริษัท
ก.ล.ต. เผย NAV กองทุน Thai ESG สิ้น ก.ย. 69 โต 51.70% แตะ 72,330 ล้านบาท ส่วน SRI Fund โต 37.18% ขณะที่ไตรมาส 3 อนุญาต IPO 4 บริษัท ตราสารหนี้เสนอขาย 5.12 แสนล้านบาท ยอดระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลสะสม 64,460 บัญชี เพิ่ม 35.15% จากสิ้นปี 68 พร้อมเดินหน้าป้องกันการหลอกลงทุนและบังคับใช้กฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยสถิติสำคัญประจำไตรมาส 3 ปี 2569 โดยพบว่าผลิตภัณฑ์การลงทุนในกลุ่มความยั่งยืนได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตราสารหนี้และกองทุนรวม ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนยังมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ก.ล.ต. ยังรายงานผลการดำเนินมาตรการป้องกันการหลอกลงทุนและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน
ด้านการลงทุนในผลิตภัณฑ์กลุ่มความยั่งยืน พบว่าตราสารหนี้กลุ่มยั่งยืน เฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. มีมูลค่าการเสนอขายรวม 34,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,780 ล้านบาท หรือ 44.62% จาก 24,160 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กองทุนรวม Thai ESG มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 72,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,652 ล้านบาท หรือ 51.70% จาก 47,678 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โดยในช่วงปี 2567–2569 มีการปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท และลดระยะเวลาการถือครองตามเงื่อนไขจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี ทำให้ประชาชนสนใจใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ส่วนกองทุนรวม SRI Fund มี NAV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 148,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40,228 ล้านบาท หรือ 37.18% จาก 108,192 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ภาครัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวม Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2568 รวมถึงการที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้น
ทั้งนี้ กองทุนรวมทั้งระบบมี NAV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 6.30 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.57 แสนล้านบาท หรือ 11.65% จาก 5.65 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2568
ด้านการระดมทุน ในไตรมาส 3 ปี 2569 มีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 4 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ICO) จำนวน 2 บริษัท มูลค่าโครงการรวม 1,625 ล้านบาท
ขณะที่การเสนอขายตราสารหนี้มีมูลค่ารวม 512,157 ล้านบาท แบ่งเป็นการเสนอขายในประเทศ 483,976 ล้านบาท และการเสนอขายต่างประเทศ 28,181 ล้านบาท
ด้านการดำเนินงานของสายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต. ในช่วงวันที่ 1 มกราคม–30 กันยายน 2569 ได้รับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุนรวม 781 ครั้ง แบ่งเป็นการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผ่านสายด่วน 695 ครั้ง ลดลง 75% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และการประสานงานปิดกั้นช่องทางหลอกลวง 86 ครั้ง ลดลง 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้สามารถปิดกั้นเพจที่ชักชวนหลอกลงทุนได้ครบ 100% ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้ง โดยใช้เวลาตั้งแต่ 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมง
ก.ล.ต. ระบุว่า การลดลงของจำนวนการแจ้งเบาะแสและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุน รวมถึงการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงในไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นผลจากการยกระดับการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย โดยเน้นให้คำปรึกษาแก่ประชาชนและผู้ลงทุนผ่านสายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 22 สร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อปิดกั้นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลงทุน และนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนและผู้ลงทุนจากการถูกหลอกให้ลงทุน
ด้านการระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลระงับบัญชีม้าสะสมรวม 64,460 บัญชี เพิ่มขึ้น 35.15% จาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568
ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในไตรมาส 3 ปี 2569 ก.ล.ต. ดำเนินคดีอาญาโดยกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวม 6 คดี มีผู้ถูกกล่าวโทษรวม 15 ราย และดำเนินการเปรียบเทียบปรับ 71 ราย คิดเป็นค่าปรับรวม 18.48 ล้านบาท
ส่วนการดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง มีผู้กระทำความผิดตกลงทำบันทึกยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) กำหนด จำนวน 3 ราย จาก 3 คดี โดยมีค่าปรับทางแพ่งรวม 5.61 ล้านบาท และเงินชดใช้เท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับรวม 3.69 ล้านบาท ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดได้นำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว
สำหรับผู้กระทำความผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้ขอให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งจำนวน 24 ราย โดยขอให้ศาลกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายบัญญัติ คิดเป็นจำนวนเงินที่ขอให้ศาลสั่งรวม 111.44 ล้านบาท
