
“หุ้นเอเชีย” เปิดลบ เทขายกลุ่มเทคฯ กังวลบอนด์ยีลด์พุ่ง-จับตาเฟด
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ นักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ หลัง Bond Yield ทั่วโลกพุ่งสูง กดดันต้นทุนการเงิน ขณะที่ราคาน้ำมันอยู่ระดับสูง พร้อมจับตารายงานประชุมเฟดวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายวันนี้ (19 ส.ค.69) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง จากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทผู้ผลิตชิป ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
โดยดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เปิดที่ 66,812.27 จุด ลดลง 648.46 จุด หรือ 0.96% ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดที่ 25,346.90 จุด ลดลง 124.25 จุด หรือ 0.49% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ตลาดหุ้นจีน เปิดที่ 3,952.12 จุด ลดลง 38.18 จุด หรือ 0.95%
ขณะที่ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 5.89% และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลดลง 0.50%
สำหรับแรงขายหลักกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น หุ้น SoftBank Group ร่วง 5.44% หุ้น Tokyo Electron ลดลง 3.85% หุ้น Advantest ลดลง 3.93% และหุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ดิ่งลง 9.13%
ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หุ้น SK Hynix ร่วง 8.66% ขณะที่ Samsung Electronics ลดลง 7.08% และ Seoul Semiconductor ปรับตัวลง 4.33%
ปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมาจากการพุ่งขึ้นของ Bond Yield ในหลายประเทศ ซึ่งสร้างความกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมและต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่ Bond Yield ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 ส่วนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 สะท้อนแรงขายในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมประจำเดือน ก.ค. ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะเปิดเผยในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี
ทั้งนี้ ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% แต่เป็นมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยกรรมการ 9 คนสนับสนุนการคงดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 คนเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด
