
“บอนด์ยีลด์สหรัฐ” ร่วง 4.65% กรุงไทยแนะทยอยสะสมบอนด์ยาว
KTB เผยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ 4.65% หลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว มองระดับยีลด์ปัจจุบันยังสูงและรองรับความเสี่ยงได้ แนะผู้ลงทุนทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย พร้อมคาด Fed คงดอกเบี้ยปี 69 ก่อนลด 2 ครั้งในปี 71
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลงพอควร สู่ระดับ 4.65% ตอบรับข่าวกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มวงเงินการซื้อคืนบอนด์ระยะยาว ที่อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short บอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ต้องทยอยปิดสถานะดังกล่าว
ทั้งนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงที่ผ่านมา แต่ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4)
ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอควร และสามารถรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่ FED ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริงราว 2-3 ครั้ง (ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินภาพความเสี่ยงดังกล่าวก่อน FED ปรับดอกเบี้ยนโยบายจริง) เมื่อประเมินจากการวิเคราะห์ Sensitivity Analysis ซึ่งในกรณีดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นราว +40bps จากระดับปัจจุบัน
นายพูน กล่าวว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์แถวบริเวณโซนแนวรับ ซึ่งจะช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท แม้ว่า เงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่จะกลายเป็นโซนแนวต้านได้ หลังผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกอาจเริ่มทยอยปรับลดโซนในการขายเงินดอลลาร์ จากที่เคยอาจรอแถวโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์
เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

