
ASPS แนะสอยหุ้นหลบภัย ชี้โฟลว์ไหลเข้า “เวียดนาม” แสนล้านกดดันตลาดหุ้นไทย
ASPS แนะกระจายความเสี่ยงสู่สินทรัพย์ทางเลือก และสะสมหุ้นปลอดภัยที่มีแนวโน้มกำไร Q3/69 โตโดดเด่น เช่น BBL, CPF และ BDMS ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติเตรียมไหลเข้าตลาดหุ้นเวียดนามกว่า 1 แสนล้านบาทตามเกณฑ์ปรับน้ำหนักของ FTSE กดดันตลาดหุ้นไทย
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า การเตรียมเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นเวียดนามเข้าสู่การคำนวณดัชนีของ FTSE Russell ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดกระแสเงินลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้าสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท โดยจะแบ่งการลงทุนเป็น 4 ระยะ เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ถึงกันยายน 2570 ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเทขายทำกำไรในตลาดหุ้นเอเชียเพื่อหมุนวงเงิน รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่เผชิญแรงขายสุทธิกว่า 112.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นต่อหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลาง
โดยปัจจุบันสภาวะตลาดหุ้นไทยยังคงขาดแรงขับเคลื่อน มีสัดส่วนหุ้นที่ปรับตัวบวกเพียง 34% ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดเพื่อจำกัดความเสี่ยง และเน้นกลยุทธ์เลือกลงทุนเฉพาะตัว (Selective Buy) ในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ได้แก่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ซึ่งมีมูลค่าหุ้นในระดับที่น่าสนใจและกำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมประกาศจ่ายเงินปันผล
รวมถึง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางเงินบาทอ่อนค่าและราคาเนื้อสัตว์ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งเป็นหุ้นปลอดภัยที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส 3/2569
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนต่างประเทศผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ได้แก่ DR อ้างอิงกองทุนทองคำ (GOLD19) เพื่อรับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และ DR อ้างอิงบริษัท วอล์ต ดิสนีย์ (DISNEY19) ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวจากการขยายพอร์ตธุรกิจเกมฟอร์มยักษ์
ทั้งนี้ ประเมินสภาวะตลาดทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งจากแผนการเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ อีก 7.5% สู่ระดับ 20.0% ก่อนการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 24 กันยายน 2569 ตลอดจนความตรึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกันปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ทะยานแตะ 40.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการประชุมแจ็กสันโฮล (Jackson Hole) ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เช่น ทองคำและบิตคอยน์

