
“คมนาคม” ดันรถสาธารณะ 7 กลุ่มสู่ EV ลดนำเข้าน้ำมัน-แบ่งเบาค่าใช้จ่ายประชาชน
“สิริพงศ์” แจงสภาฯ แผนสนับสนุนรถสาธารณะ 7 กลุ่มเปลี่ยนเป็น EV ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดลดใช้น้ำมัน 212 ล้านลิตรต่อปี แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน พร้อมยกระดับความปลอดภัยผู้โดยสาร
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ถึงโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถสาธารณะและรถที่ให้บริการประชาชนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายลดการพึ่งพาน้ำมัน ลดต้นทุนการเดินทาง และยกระดับความปลอดภัยให้แก่ประชาชน
ปัจจุบันระบบขนส่งสาธารณะจำนวนมากยังจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ขณะที่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้ามาทดแทนเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูง กระทรวงคมนาคมจึงเสนอแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้รถ EV
โครงการมุ่งสนับสนุนรถที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงจำนวน 7 กลุ่ม ได้แก่ รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 29,905 คัน รถจักรยานยนต์สาธารณะ 68,491 คัน รถยนต์สามล้อรับจ้าง 15,834 คัน รถโดยสารประจำทาง 12,976 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง 11,105 คัน รถรับจ้างรับส่งนักเรียน 4,829 คัน และรถบรรทุกขนส่ง 497,134 คัน
สำหรับรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังไม่รวมอยู่ในโครงการ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณตามปกติสำหรับจัดหารถใหม่จำนวน 1,520 คันแล้ว โดยคาดว่าจะรับมอบรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคม 2570 พร้อมเตรียมเสนอของบประมาณเพิ่มเติมในปี 2571 เพื่อทยอยเปลี่ยนรถโดยสารของ ขสมก. เป็นรถ EV ทั้งระบบ
นายสิริพงศ์กล่าวว่า หากมีผู้เข้าร่วมโครงการ 50% หรือประมาณ 81,567 คัน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 244,015 ตันต่อปี ขณะที่กรณีมีรถเข้าร่วมโครงการ 153,140 คัน คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 419,800 ตันต่อปี
นอกจากนี้ หากดำเนินการตามแผนของกระทรวงคมนาคม คาดว่าจะลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 212 ล้านลิตรต่อปี ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน โครงการไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแหล่งพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเป้าหมายยกระดับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากรถสาธารณะบางส่วนมีสภาพเก่าและอาจไม่ปลอดภัยต่อการให้บริการ
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับความเร่งด่วนของโครงการ นายสิริพงศ์ชี้แจงว่า กระทรวงคมนาคมได้จัดทำรายละเอียดและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว แต่กระบวนการต่าง ๆ รวมถึงการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้โครงการยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที
ทั้งนี้ เงินสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้นำไปใช้ในโครงการก่อสร้างหรือจัดซื้อจากผู้รับเหมารายใดเป็นการเฉพาะ แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการตัดสินใจเลือกใช้สิทธิ์ในการเปลี่ยนผ่านจากรถใช้น้ำมันไปสู่รถ EV ได้อย่างอิสระ
“หากเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพื่อเดินหน้าโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดภาระต้นทุนของประชาชนในระยะยาว” นายสิริพงศ์กล่าว

