
“ทรัมป์” ประกาศดีลน้ำมันสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ครอบคลุมสำรอง 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล
“ทรัมป์” เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์กับเวเนซุเอลา เข้าถือสิทธิ 55% ในกิจการที่ครอบคลุมแหล่งสำรองกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล หวังเพิ่มอุปทานและลดราคาพลังงานในระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ส.ค.69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้โพสต์ผ่าน Truth Social ประกาศว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์กับเวเนซุเอลา โดยระบุว่าสหรัฐฯ ได้สิทธิควบคุมส่วนใหญ่ในปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วมากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลา และภาคเอกชน
ทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวดำเนินการภายใต้การประสานงานของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมกับ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา โดยอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชน และยืนยันว่าธุรกรรมดังกล่าวจะไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน
ทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐฯ มากกว่าเท่าตัว เพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาด และมีเป้าหมายช่วยลดราคาน้ำมันและก๊าซสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันในระยะยาว พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา
ด้านรายละเอียดของข้อตกลง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า กิจการร่วมทุนใหม่ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และผู้ประกอบการเอกชนในเวเนซุเอลาจะได้รับสัมปทานเป็นเวลา 100 ปี เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมัน 17 แห่ง ซึ่งมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วรวมประมาณ 63,000 ล้านบาร์เรล โดยสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนผลประโยชน์ที่มีประสิทธิผลประมาณ 55% ผ่านทั้งการถือหุ้นและสิทธิในการรับซื้อน้ำมันจากกิจการร่วมทุนในราคาต้นทุน
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กิจการร่วมทุนดังกล่าวอาจกลายเป็นบริษัทเอกชนที่มีปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Saudi Aramco ขณะที่ฝ่ายเวเนซุเอลาระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวมีศักยภาพดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมันมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างรายได้ภาษีให้รัฐบาลเวเนซุเอลามากกว่า 209,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทรัมป์มองว่า ข้อตกลงครั้งนี้จะช่วยยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานของสหรัฐฯ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างกิจการร่วมทุนและบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมยังไม่ได้มีการเปิดเผยทั้งหมด

