TEGH ส่งซิกครึ่งหลังสดใส รับออเดอร์ยางพุ่ง หนุนรายได้ปี 69 แตะ 2.2 หมื่นล้านบาท

TEGH มองครึ่งหลังปี 69 โตต่อ รับคำสั่งซื้อยางจากอินเดีย-ยุโรป-สหรัฐฯ เพิ่ม ตั้งเป้าขายยางแท่ง 2.6 แสนตัน พร้อมขยายธุรกิจปาล์มและพลังงานชีวภาพ ดันรายได้ทั้งปีแตะ 2.2 หมื่นล้านบาท


นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นจากตลาดอินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนและการบริหารจัดการกากอินทรีย์ยังได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูง

บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 เติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดใหม่ โดยจะเดินหน้าขยายกำลังการผลิต ควบคุมต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร พร้อมวางฐานรองรับการเติบโตต่อเนื่องในปี 2570

สำหรับธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ บริษัทได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดหลัก พร้อมให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้งด้านปริมาณจำหน่ายและการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หรือ High Value Products โดยคาดว่าปริมาณจำหน่ายยางแท่งในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 260,000 ตัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

ขณะเดียวกัน TEGH คาดว่าสัดส่วนยอดขายยางแท่งที่ได้มาตรฐานกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเพิ่มขึ้นจากระดับ 30% ในช่วงครึ่งปีแรก หลังทิศทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น

บริษัทประเมินว่า สหภาพยุโรปจะไม่มีการเลื่อนกำหนดบังคับใช้ EUDR ออกไปเพิ่มเติม และจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ให้เพิ่มขึ้น

ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มกลับมาสร้างผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ หรือ Boiler เครื่องใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม หรือ Sterilizer เพิ่มเติม

การดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้อีก 50% ภายในปีนี้ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC CORSIA ภายในปี 2569 หลังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC PLUS และ ISCC EU เมื่อปีที่ผ่านมา

มาตรฐานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทเข้าถึงตลาดเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน หรือ SAF ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และขยายโอกาสทางการค้าในระยะยาว

ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและการบริหารจัดการกากอินทรีย์ บริษัทมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพระยะที่ 1 และโครงการบ่อกากปิโตรเคมี

สำหรับโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพระยะที่ 2 ปัจจุบันอยู่ระหว่างทบทวนเทคโนโลยีและงบประมาณ พร้อมปรับกำหนดแล้วเสร็จเป็นไตรมาส 2/2570 โดยคาดว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดเงินลงทุนจากแผนเดิม พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและอัตราการผลิตก๊าซชีวภาพ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการกากอินทรีย์ได้อีกประมาณ 297,000 ตันต่อปี และเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพประมาณ 23.76 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สนับสนุนเป้าหมายในปี 2570 ให้บริษัทมีศักยภาพบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพรวมประมาณ 58 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

นอกจากนี้ TEGH อยู่ระหว่างศึกษาความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาก๊าซชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น ก๊าซไบโอมีเทนอัด หรือ Compressed Bio Gas (CBG) และไบโอมีเทนเหลว หรือ Liquid Bio Methane (LBM) สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง รวมถึงโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่บริษัทรับบริหารจัดการ

ส่วนแผนนำบริษัทย่อย บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEBP เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. อนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินการเสนอขายหุ้นออกไป โดยบริษัทจะพิจารณาภาวะตลาดทุนและทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 4,405 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากไตรมาสก่อน แม้เผชิญความผันผวนของราคาและปริมาณวัตถุดิบจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานท่ามกลางความท้าทายของตลาด

Back to top button