ราคายางพุ่งนิวไฮรอบ 10 ปี! โบรกชู NER-STA-TEGH รับอานิสงส์ ลุ้นแตะ 300 เซนต์

ราคายางพาราไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี รับอุปทานโลกตึงตัวและความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์คาดราคามีลุ้นแตะ 300 เซนต์สหรัฐ/กก. ชู NER-STA-TEGH รับอานิสงส์ราคาขายและมาร์จิ้นฟื้นตัว ขณะที่ STGT เสี่ยงต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ราคายางพาราในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยอ้างอิง ข้อมูลจากฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า ราคายางพาราในปี 2569 ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2558

ทั้งนี้ ข้อมูลถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2569 พบว่า ยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีราคาสูงสุด 97.90 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบ 93.50 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 89.95 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 100% อยู่ที่ 82.17 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่ กยท. ประเมินว่า แนวโน้มราคายางพาราในไตรมาส 4/2569 จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง และมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นบางช่วง เนื่องจากปริมาณอุปทานยางพาราในตลาดโลกยังอยู่ในภาวะตึงตัว

นายธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคายางพาราในรอบนี้มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากภาวะอุปทานขาดแคลน (Supply Shortage) ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยางพาราโลก มากกว่าความผันผวนด้านราคาที่เกิดขึ้นเพียงระยะสั้น

สำหรับสาเหตุหลักมาจากราคายางพาราที่ตกต่ำเป็นเวลานานในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้เกษตรกรชะลอการขยายพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่บางส่วนทยอยโค่นต้นยางเพื่อเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ทำให้ปริมาณผลผลิตยางพาราภายในประเทศไทยปรับตัวลดลง

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก เผชิญปัญหาโรคระบาดในต้นยาง ส่งผลให้ต้นยางบางส่วนตายและถูกโค่นออกโดยไม่มีการปลูกทดแทน ทำให้ปริมาณยางพาราในตลาดโลกลดลงเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางพาราไปสู่พืชเศรษฐกิจอื่นยังเป็นปัจจัยที่ทำให้อุปทานฟื้นตัวได้ช้า โดยเกษตรกรไทยหันไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียนมากขึ้น ขณะที่เกษตรกรอินโดนีเซียบางส่วนเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าและใช้ระยะเวลารอเก็บเกี่ยวสั้นกว่า

ตรงกันข้ามกับยางพาราที่ต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปี จึงจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ ทำให้แม้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะกลับมาขยายพื้นที่ปลูกในทันที

ปัจจัยดังกล่าวทำให้การฟื้นตัวของอุปทานยางพารามีข้อจำกัด และเป็นเหตุผลสำคัญที่นักวิเคราะห์มองว่าราคายางในรอบนี้มีโอกาสทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

สำหรับด้านความต้องการใช้ยางพารา นายธีร์ธนัตถ์ระบุว่า ยังคงเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอัตราประมาณ 3–5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งการเปลี่ยนยางล้อรถยนต์เดิมและการผลิตรถยนต์ใหม่ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันมาใช้ยางธรรมชาติทดแทนในผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้วัตถุดิบทั้งสองประเภทได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมถุงมือยาง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนความต้องการยางธรรมชาติ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) ซึ่งครอบคลุมสินค้ายางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยางล้อ โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิต และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการไม่ตัดไม้ทำลายป่า

นายธีร์ธนัตถ์ประเมินว่า หากมาตรการ EUDR เริ่มบังคับใช้ตามกำหนดที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ เช่น Michelin และ Bridgestone เพิ่มการจัดหาวัตถุดิบยางธรรมชาติที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามข้อกำหนด

ความต้องการดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านการตรวจสอบย้อนกลับต้องเตรียมสินค้าและจัดสรรกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากตลาดยุโรป ส่งผลให้อุปทานยางพาราสำหรับตลาดทั่วไปอาจตึงตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยางพาราที่สามารถจำหน่ายได้ตามข้อกำหนด EUDR ยังมีโอกาสได้รับราคาขายที่สูงกว่ายางทั่วไป ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนอัตรากำไรของผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ

สำหรับแนวโน้มราคายางพาราในตลาดโลก นายธีร์ธนัตถ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ราคายางในตลาด Singapore Commodity Exchange (SICOM) เคยอยู่ที่ประมาณ 200 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม ก่อนปรับลดลงไปถึงระดับ 150 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม และกลับมาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 250 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน โดยบางช่วงปรับขึ้นไปถึงระดับ 270 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ ประเมินว่าราคายางมีโอกาสปรับขึ้นไปถึงระดับ 270–300 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัมในไตรมาส 4/2569 หากมาตรการ EUDR ไม่มีการเลื่อนบังคับใช้ออกไปอีก

อย่างไรก็ตาม หากราคายางยังไม่สามารถปรับขึ้นถึงระดับดังกล่าวในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2569 นักวิเคราะห์ยังมองว่ามีโอกาสเห็นราคาแตะระดับ 300 เซนต์สหรัฐต่อกิโลกรัมในปี 2570 เนื่องจากอาจมีปัจจัยด้านสภาพอากาศเข้ามากระทบเพิ่มเติม

โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งและลดปริมาณน้ำยางที่สามารถกรีดได้ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น

สำหรับผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้ผลิตและจำหน่ายยางพารามีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER, บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH

ทั้งนี้ แม้ปริมาณการจำหน่ายยางพาราในปี 2570 อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่ผู้ประกอบการมีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น และอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากภาวะตลาดที่ผู้ขายมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น (Seller’s Market) เนื่องจากปริมาณวัตถุดิบมีจำกัด ขณะที่ความต้องการใช้ยางพารายังคงมีอย่างต่อเนื่อง

แม้ต้นทุนจัดหาวัตถุดิบของผู้ประกอบการจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แต่นักวิเคราะห์มองว่ายังมีโอกาสส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังลูกค้า (Cost Pass-through) ได้ เนื่องจากยางพาราเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากมาตรการ EUDR ได้แก่ STA และ TEGH เนื่องจากมีความสามารถในการจัดจำหน่ายยางพาราที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งอาจสร้างอัตรากำไรสูงกว่าการจำหน่ายยางพาราทั่วไป

อย่างไรก็ตาม บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตถุงมือยาง อาจได้รับผลกระทบแตกต่างจากผู้ประกอบการในกลุ่มต้นน้ำ เนื่องจากราคายางธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แม้ความต้องการใช้ถุงมือยางยังคงมีอยู่ และผู้ประกอบการอาจสามารถส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังราคาขายได้ แต่ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรจะขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันและทิศทางราคาวัตถุดิบในระยะถัดไป

นายธีร์ธนัตถ์ระบุว่า อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือทิศทางราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง อาจทำให้ต้นทุนยางสังเคราะห์ลดลงตาม และกระตุ้นให้ผู้ซื้อบางส่วนหันกลับไปใช้ถุงมือยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวอาจกดดันราคาขายถุงมือยางธรรมชาติ ขณะที่ต้นทุนยางธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ผลิตถุงมือยาง

ปัจจุบันส่วนต่างราคาระหว่างยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์อยู่ที่ประมาณ 20% จากในอดีตที่ราคาของวัตถุดิบทั้งสองประเภทใกล้เคียงกัน โดยมีส่วนต่างไม่เกิน 5% สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันระหว่างวัตถุดิบทั้งสองประเภท

โดยสรุป บล.หยวนต้ามองว่าการปรับตัวสูงขึ้นของราคายางพาราในรอบนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากปัญหาอุปทานเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจทำให้ราคายางทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึงปี 2570 ขณะที่มาตรการ EUDR และความเสี่ยงด้านสภาพอากาศอาจเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันด้านอุปทานในระยะถัดไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หุ้นกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายยางพาราอย่าง NER, STA และ TEGH จึงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาขายและอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ STA และ TEGH ที่อาจได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากตลาดยางพาราตามข้อกำหนด EUDR

ขณะที่ STGT ยังต้องติดตามความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบไปยังราคาขาย รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่ออัตรากำไรของธุรกิจถุงมือยางในระยะต่อไป

Back to top button