
ยีลด์สหรัฐฯพุ่ง 4.80% KTB ชู Buy on Dip มองเงินบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34 บ.
แบงก์กรุงไทย (KTB) มองบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ มีโอกาสขยับขึ้นทดสอบ 5.00% จากความกังวลเงินเฟ้อท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลาง และตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่ยังแนะทยอยสะสมบอนด์ระยะยาวแบบ Buy on Dip เหตุระดับยีลด์ปัจจุบันรองรับความเสี่ยงขาขึ้นได้ ขณะที่เงินบาทยังเสี่ยงผันผวนสองทาง หากอ่อนค่าทะลุ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ มีโอกาสไหลต่อทดสอบ 33.80-34.00 บาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.80% หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความร้อนแรงต่อ สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของผู้เล่นในตลาด และทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวสูงทดสอบโซน 4.80% อีกทั้ง ยังคงมีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง (แต่ Base Case ของเรา ยังคงมองว่า FED จะเลือกคงดอกเบี้ยในปีนี้) ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้
ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ ซึ่งยังคงไม่ถึง จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม หรือ Total Return) ปัจจุบันของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การทยอยอ่อนค่าของเงินบาททะลุโซนแนวต้านแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ นั้น ได้เปิดโอกาสให้ เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อ โดยจะมีโซนแนวต้านในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านสำคัญ ที่ต้องจับตาใกล้ชิด เนื่องจากการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว จะทำให้ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์นั้น เงินบาทจะพลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการอ่อนค่าลงของเงินบาทกลับไปทดสอบโซน 33.80-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง โดยเรามองว่า ปัจจัยกดดันเงินบาทในช่วงนี้ จะยังคงเป็นภาพสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น หนุนให้ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มโอกาส FED (รวมถึงบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ) เดินหน้าขึ้น ดอกเบี้ย ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในช่วงนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทกับราคาทองคำกลับมาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง (Correlation 20-Trading Day ระหว่างเงินบาทกับทองคำ แตะระดับ 0.85 ส่วน เงินบาทกับดัชนีเงินดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ -0.61)
อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายของผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ที่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์อาจยังไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพิ่มเติม ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวันศุกร์นี้ หลังตลาดรับรู้ รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และข้อมูลอื่นๆ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังมีความระมัดระวังตัวบ้าง ต่อความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้ม อ่อนค่าลง ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
