MTS แนะชะลอลงทุน “ทองคำ” จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ-ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

"เอ็มทีเอส โกลด์" ประเมินทิศทางทองคำอยู่ในช่วงปรับฐานระยะสั้น แนะนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ (Wait and See) พร้อมจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างใกล้ชิด


กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยปิดลดลงกว่า 50 เหรียญสหรัฐ หรือปรับตัวลง 1.3% ซึ่งในระหว่างวันทำจุดต่ำสุดที่บริเวณ 4,341 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงเช้าวันนี้ ดันให้ราคาฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่บริเวณ 4,375 เหรียญสหรัฐ ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น หลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

โดยสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น มาจากรายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐอเมริกาได้ทำการทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของประเทศอิหร่านจำนวน 5 ลำ บริเวณใกล้กับเกาะคาร์ก ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านยังคงมีการตอบโต้ทางทหารอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลว่าความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และอาจเพิ่มโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงท่าทีการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดหรืออาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป

ส่วนของกระแสเงินทุน (Fund Flow) กองทุนทองคำ SPDR ได้ทำการเทขายทองคำออกมา 1.43 ตัน ส่งผลให้ปริมาณการถือครองลดลงเหลือ 1,050.63 ตัน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในเดือนกันยายนกองทุนฯ ยังคงมียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 8.27 ตัน ในขณะที่นับตั้งแต่ต้นปีพบว่ายังคงเป็นการขายสุทธิ 21.38 ตัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในระยะสั้นยังมีแรงเทขายเพื่อลดสถานะ แม้ว่ากระแสเงินทุนในภาพรวมรายเดือนยังคงเป็นบวกก็ตาม

ด้านนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงระยะยาว โดยประเมินว่าตลาดกระทิง (Bull Market) ของทองคำยังไม่สิ้นสุด และการปรับฐานในช่วงนี้เป็นเพียงการพักตัวเท่านั้น สอดคล้องกับนักวิเคราะห์รายอื่นที่เริ่มมองว่าความเสี่ยงขาลง (Downside) เริ่มมีจำกัด หลังจากที่ตลาดได้ตอบรับท่าทีที่เข้มงวด (Hawkish) ของเฟดไปมากแล้ว

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ตลาดยังคงจับตาการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตร (Treasury Buyback) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการอย่างน้อย 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อครั้ง นโยบายดังกล่าวคาดว่าจะช่วยพยุงราคาพันธบัตรระยะยาว และลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ในระยะสั้นได้บางส่วน พร้อมกันนี้ ตลาดยังให้ความสำคัญกับการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เพื่อใช้ประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และราคาทองคำในระยะถัดไป

ขณะที่การวิเคราะห์ทางเทคนิค ประเมินว่าราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐานระยะสั้นหลังจากอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นจึงแนะนำให้รอดูสถานการณ์ (Wait and See) เพื่อรอการยืนยันฐานราคาก่อนที่จะพิจารณาเพิ่มสถานะการลงทุน ทั้งนี้ หากราคายังสามารถทรงตัวเหนือระดับ 4,300 เหรียญสหรัฐได้ จะช่วยจำกัดแรงขายในระยะสั้นและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของราคา โดยประเมินกรอบแนวรับระยะสั้นของตลาดโลก (Gold Spot) ไว้ที่ 4,320 เหรียญสหรัฐ และ 4,270 เหรียญสหรัฐ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,400 เหรียญสหรัฐ และ 4,450 เหรียญสหรัฐ สำหรับทองคำแท่งในประเทศ 96.5% (Thai Gold) ประเมินแนวรับที่ 67,200 บาท และแนวต้านที่ 68,800 บาท

Back to top button