
“บาทแข็ง” ตัวถ่วง “ส่งออก” ที่ยังรอการจัดการ
“บาทแข็ง” กดดันส่งออกไทย บีบมาร์จิ้น-ขีดการแข่งขัน สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง
จากรายงาน “แนวโน้มเศรษฐกิจไทย การเงินไทย และการดำเนินนโยบายการเงิน” โดย คุณวรางคณา อิ่มอุดม สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ภาพสะท้อนของเศรษฐกิจมหภาคไทยในยามนี้ยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในลักษณะขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง (K-shaped recovery) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักพึ่งพาเพียงวัฏจักรเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ (AI-related exports) รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัวประคับประคองไว้เท่านั้น
ทว่า ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์ส่งออกพยายามเร่งเครื่อง กลับต้องเผชิญกับ “แรงเสียดทานเชิงโครงสร้าง” ครั้งใหญ่ นั่นคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งได้กลายเป็นตัวถ่วงรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนต้องหันมาขบคิดถึงการบริหารจัดการอย่างจริงจัง
แกะรอยเข็มทิศเศรษฐกิจ: ความแตกต่างระหว่าง NEER และ REER กับดัชนีชี้วัดความสามารถที่แท้จริง
ในโลกของการค้าระหว่างประเทศ การพิจารณาเพียงอัตราแลกเปลี่ยนคู่เงินระหว่างบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/THB) เป็นมุมมองที่คับแคบเกินกว่าจะสะท้อนความจริงเชิงแข่งขัน นักเศรษฐศาสตร์การเงินระดับสากลจึงต้องอาศัยเครื่องมือชี้วัดที่มีมิติรอบด้านกว่าผ่าน 2 ดัชนีหลักสำคัญ ได้แก่:
- NEER (Nominal Effective Exchange Rate) หรือ ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนประสิทธิผลนามนัติ: ซึ่งคำนวณจากการถ่วงน้ำหนักมูลค่าเงินบาทเทียบกับตะกร้าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญรวม 25 สกุลเงินตามสัดส่วนการค้าจริง เพื่อดูทิศทางความเคลื่อนไหวของค่าเงินเมื่อเทียบกับภาพรวมคู่ค้า
- REER (Real Effective Exchange Rate) หรือ ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนประสิทธิผลแท้จริง: ซึ่งเป็นการนำดัชนี NEER มาปรับด้วย “ส่วนต่างอัตราเงินเฟ้อ” (Inflation Differential) ระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งขัน ดัชนีตัวนี้จึงทำหน้าที่เสมือน “กระจกสะท้อนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่แท้จริง (True Price Competitiveness)” ของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างแท้จริง
เมื่อ REER ปรับตัวสูงขึ้น (จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นหรือเงินเฟ้อในประเทศสูงกว่าคู่ค้า) ย่อมแปลว่าสินค้าส่งออกของไทยมีราคาแพงขึ้นโดยเปรียบเทียบในตลาดโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคำสั่งซื้อและอัตรากำไร (Margin) ของภาคส่งออกทันที
ภาพสะท้อนจากข้อมูลจริง: เมื่อ “บาทแข็ง” และทิศทาง REER บีบมาร์จิ้นผู้ส่งออก
หากพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ในรายงานของ ธปท. จะพบภาพความเคลื่อนไหวที่น่ากังวล:
- ความผันผวนของตลาดเงิน: อัตราแลกเปลี่ยน USDTHB และดัชนีค่าเงิน NEER25 เคลื่อนไหวเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ค่าเฉลี่ยของดัชนี NEER25 อยู่ที่ระดับ 50 ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 33.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
- แรงกดดันต่อ REER และโครงสร้างต้นทุน: การที่ NEER และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวในทิศทางดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางของ REER สะท้อนแรงกดดันที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยอ่อนแรงลง ประกอบกับโครงสร้างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบันเผชิญกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้า (Import Content) ที่สูงถึง 70% ซึ่งหมายความว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนอาจได้อานิสงส์บ้าง
แต่ในมุมของราคาสินค้าส่งออกสำเร็จรูปกลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาทันทีเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่บริหารจัดการความยืดหยุ่นของค่าเงินและระดับ REER ได้ดีกว่า
บทสรุปและคำถามสู่อนาคต: ใครจะลุกขึ้นมาจัดการเรื่อง NEER และ REER อย่างจริงจัง?
ตามหลักการเศรษฐศาสตร์มหภาคสากล ประเทศที่มีสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกสูงจำเป็นต้องมีเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนที่สะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ภาคการผลิตจริง (Real Sector) ต้องแบกรับภาระจากความผันผวนทางการเงินที่เกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ
คำถามตัวโตที่ดังขึ้นจากฟลอร์ซื้อขายและห้องประชุมผู้บริหารภาคเอกชนในนาทีนี้ คือ “เราจะปล่อยให้ดัชนี NEER-REER และความผันผวนของค่าเงินบาททำหน้าที่เป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตไปถึงไหน และวันนี้… มีใครตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง?”
การปล่อยให้ผู้ส่งออกเผชิญมรสุมโดยปราศจากการบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive Policy Management) เพื่อดูแลระดับดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการแข่งขัน เปรียบเสมือนการเดินเรือใหญ่ฝ่าพายุโดยไม่มีหางเสือ
ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายการเงินและการคลังจะต้องประสานเสียงและบูรณาการเครื่องมืออย่างจริงจัง ก่อนที่ความได้เปรียบดั้งเดิมของฐานรากส่งออกไทยจะถูกกัดเซาะจนยากที่จะกู้คืน




