GBS มองกรอบ SET สัปดาห์นี้ 1,570-1,630 จุด แนะเก็งกำไรหุ้นเข้าดัชนี FTSE

บล.โกลเบล็ก (GBS) เปิดกลยุทธ์แนะดักเก็บหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Rebalance ในช่วงปลายสัปดาห์ พร้อมมองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,570-1,630 ขณะที่ปัจจัยบวกในประเทศลุ้นขยายมาตรการรัฐและแนวโน้มจีดีพีฟื้นตัว


นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนระหว่างวันในกรอบ 1,570-1,630 จุด โดยได้รับแรงกดดันสำคัญจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงตลาดยังเผชิญความกังวลจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม ซึ่งปรับตัวขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.3%

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้เน้นเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับรอบดัชนี FTSE Rebalance ซึ่งจะมีผล ณ ราคาปิดวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยในกลุ่ม Large Cap หุ้นที่ถูกคัดออกคือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ส่วนกลุ่ม Mid Cap หุ้นที่เข้าคำนวณคือ CPN ขณะที่หุ้นถูกคัดออก ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS, บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

ขณะที่กลุ่ม Small Cap หุ้นที่เข้าคำนวณ ได้แก่ BTS, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT, LH, SCCC, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และ TU ส่วนหุ้นที่ถูกคัดออก ได้แก่ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BLAND, บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยบวกเข้ามาช่วยประคองการลงทุน จากการที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% รับอานิสงส์การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตถึง 17.8%

ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 1-2 เดือน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจากบอร์ด EV ที่อนุมัติมาตรการภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 3 อัตรา หวังปกป้องฐานการผลิตในประเทศ รวมถึงตัวเลขสวัสดิการว่างงานและสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่รายงานออกมาล่าสุด

Back to top button