KLINIQ-MASTER เด่น! รับเทรนด์ความงามคุณภาพ ดันกำไรครึ่งปีหลังโต

“บล.เอเซีย พลัส” ให้น้ำหนัก “Overweight” กลุ่มศัลยกรรมและความงาม มองการแข่งขันเปลี่ยนจากราคาไปสู่ “คุณภาพ” พ่วงแรงหนุน Medical Tourism และบริการศัลยกรรมเฉพาะทาง คาดกำไร KLINIQ-MASTER เร่งตัวครึ่งหลังปี 2569 รับ High Season พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดย MASTER มี Upside 42% และ Dividend Yield ราว 7.1% ส่วน KLINIQ มี Upside 18% และ Dividend Yield ราว 6.8%


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 15 ก.ย.69 ว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมศัลยกรรมและความงามของไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้น้ำหนักกับความปลอดภัย ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และผลลัพธ์จากการรักษา ส่งผลบวกต่อตลาดระดับบน ธุรกิจ Medical Tourism รวมถึงบริการแบบไม่ผ่าตัดหรือมีการบาดเจ็บน้อย ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความหลากหลายของการรักษา เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทำ Cross-selling และเพิ่มการกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งช่วยยกระดับมูลค่าต่อลูกค้าและสนับสนุนการเติบโตระยะยาว

ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่เปลี่ยนจาก “ราคา” สู่ “คุณภาพ” ยังเอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากอุปสรรคในการเข้าสู่ธุรกิจ หรือ Barriers to Entry สูงขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐานการรักษา ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีแบรนด์ เงินทุน และฐานลูกค้าแข็งแกร่ง มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาด รวมถึงยกระดับอัตรากำไรผ่าน Economies of Scale ได้มากกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก

ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว ฝ่ายวิจัยมอง บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ และ บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก

โดย KLINIQ มีจุดแข็งจากฐานลูกค้าระดับกลางถึงบน กลยุทธ์ Multi-Brand และเครือข่ายมากกว่า 84 สาขา ซึ่งเอื้อต่อการขายบริการเพิ่มเติมและการใช้บริการซ้ำ ขณะที่สาขาที่ทยอยเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและอัตรากำไร

ส่วน MASTER มีความโดดเด่นด้านศัลยกรรมเฉพาะทาง ซึ่งมีรายได้ต่อเคสและมาร์จิ้นสูง พร้อมมีโอกาสรับประโยชน์เพิ่มเติมจากการฟื้นตัวของ Medical Tourism

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ บล.เอเซีย พลัส คาดว่าโมเมนตัมกำไรของทั้ง KLINIQ และ MASTER จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยกำไรไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเร่งขึ้นต่อในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ

สำหรับ KLINIQ คาดได้รับแรงหนุนจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่เติบโตระดับ Double Digit เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน รวมถึงการเติบโตของธุรกิจศัลยกรรม ศูนย์ปลูกผม และสาขาใหม่ ขณะที่ Gross Margin คาดอยู่เหนือระดับ 51% ซึ่งจะช่วยให้กำไรมีโอกาสเติบโตเร็วกว่ารายได้ สะท้อนประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีขึ้นตามขนาดธุรกิจ

ด้าน MASTER คาดกำไรฟื้นตัวเด่นจากฐานต่ำในปีก่อน หลังรายได้โรงพยาบาลช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. เติบโตระดับ Low-Single Digit เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากลูกค้าไทยและ Product Mix ที่ดีขึ้น ช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนซิลิโคนและอุปกรณ์การแพทย์ที่เพิ่มขึ้นราว 10% ขณะที่ช่วง High Season ในไตรมาส 4/2569 จะเป็นปัจจัยเร่งสำคัญจากจำนวนผู้ใช้บริการ รายได้ต่อบิล และ Utilization ที่สูงขึ้น ซึ่งจะหนุนทั้งกำไรและอัตรากำไร

ในเชิง Valuation ตารางประมาณการของฝ่ายวิจัยระบุว่า MASTER ที่ราคาปิด 8.40 บาท ซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 10.1 เท่า และ PBV 0.7 เท่า พร้อมให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 7.1% ขณะที่ KLINIQ ที่ราคาปิด 28.50 บาท มี PER ราว 13.3 เท่า PBV 3.3 เท่า และ Dividend Yield ประมาณ 6.8% สะท้อนว่าทั้งสองหุ้นยังมีจุดเด่นแตกต่างกัน โดย MASTER มีความน่าสนใจในด้าน Valuation และส่วนต่างราคาหุ้น ขณะที่ KLINIQ มีจุดเด่นด้านคุณภาพการเติบโตและความสม่ำเสมอของผลประกอบการ

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส คงคำแนะนำ “ซื้อ” MASTER ราคาเหมาะสม 12 บาท มี Upside 42.9% และ KLINIQ ราคาเหมาะสม 34 บาท มี Upside 19.3% โดยมองว่าราคาหุ้นยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรครึ่งหลังปี 2569 อย่างเต็มที่ ขณะที่การฟื้นตัวของกำไรไตรมาส 3/2569 และการเข้าสู่ High Season ในไตรมาส 4/2569 จะเป็น Catalyst สำคัญจาก Utilization และมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งสองหุ้นยังมี Risk-Reward น่าสนใจต่อเนื่องถึงปี 2570

Back to top button