
YUANTA แนะสะสม “หุ้นเทคสหรัฐ-ทองคำ” รับเฟดส่งซิกขึ้นดอกเบี้ยอีกปีนี้
YUANTA แนะสะสมหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่มเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตเด่น ควบคู่กับการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน หลังมองเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ 2%
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ YUANTA เปิดเผยถึงมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่า การที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติเอกฉันท์ 12-0 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟด Kevin Warsh การตัดสินใจดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทาง “Hike & More” (เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ) ที่ทาง YUANTA ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฟดประเมินว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง การใช้จ่ายในประเทศมีความยืดหยุ่น การลงทุนและการจ้างงานเติบโตได้ดี ในขณะที่เงินเฟ้อยังสูงเกินเป้าหมาย เฟดจึงมุ่งมั่นที่จะกดเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับ 2% ให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
โดยประเด็นสำคัญที่สะท้อนมุมมองเชิงเข้มงวด (Hawkish) ยิ่งกว่าตัวเลขการปรับขึ้นดอกเบี้ย คือการปรับคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ขึ้นทั้งแผง โดยค่ากลางอัตราดอกเบี้ย (Median Fed Funds Rate) ปี 2026 ถูกปรับขึ้นจาก 3.8% เป็น 4.1% ปี 2027 จาก 3.6% เป็น 4.1% และปี 2028 จาก 3.4% เป็น 3.9% ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ และจะไม่มีการลดดอกเบี้ยสุทธิในปี 2027 นอกจากนี้ คณะกรรมการ 16 จาก 18 ท่าน มองว่าดอกเบี้ยปลายปี 2026 จะสูงกว่าระดับหลังการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการเปิดพื้นที่เพื่อเร่งจัดการเงินเฟ้อ โดยใช้ข้อได้เปรียบจากสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตดีเป็นแรงหนุน
ด้านประมาณการเศรษฐกิจ เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลข GDP ปี 2026 จาก 2.2% เป็น 2.3% และปี 2027 อยู่ที่ 2.4% พร้อมปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานลงเหลือ 4.1% ทั้งสองปี ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE ปี 2026 ขึ้นเป็น 3.7% และ Core PCE เป็น 3.4% การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าเฟดมีความกังวลต่อผลกระทบเชิงลบด้านตลาดแรงงานน้อยลง และให้น้ำหนักกับเสถียรภาพด้านราคามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายในปี 2027 ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากการกระจายตัวของ Dot Plot ค่อนข้างกว้าง ประธานเฟดจึงยังคงเน้นการตัดสินใจแบบพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายรอบการประชุม ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามสัญญาณเพิ่มเติมจากเครื่องมือ CME FedWatch Tool ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนขึ้นเมื่อตลาดสหรัฐฯ เปิดทำการ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YUANTA ประเมินว่าสินทรัพย์ประเภทตราสารทุนจะถูกขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเป็นหลัก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ถูกกดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Forward P/E ย้อนหลัง 5 ปีแล้ว ส่วนตลาดพันธบัตร ผลการประชุมตอกย้ำภาวะอัตราผลตอบแทนระยะสั้นปรับตัวขึ้นเร็วกว่าระยะยาว (Bear Flattening) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้นแรงกว่ารุ่นอายุ 10 ปี และ 30 ปี สะท้อนความเสี่ยงจากนโยบายดอกเบี้ยที่กระจุกตัวอยู่ในช่วงสั้นถึงกลาง จึงแนะนำจัดพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ในตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ย 3-5 ปี ซึ่งให้ผลตอบแทนจูงใจสำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้ โดยยังคงแนะนำกองทุน UGISFX-N สำหรับการลงทุนตราสารหนี้โลกแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ส่วนนักลงทุนเชิงรุก (Active Investor) แนะนำให้ลดสัดส่วนตราสารหนี้โลกระยะสั้นลง หรือชะลอการลงทุนออกไปจนกว่าการพิจารณานโยบาย NDAA จะแล้วเสร็จ
นอกจากนี้ เมื่อจัดพอร์ตหลักครบถ้วนแล้ว YUANTA แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนในพอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) โดยเน้นตราสารทุนกลุ่มที่มีกำไรเติบโตแข็งแกร่ง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ผ่านกองทุน SCBSEMI (A) รวมถึง DR ที่เกี่ยวข้องตามพอร์ต Wealth Compass
ขณะเดียวกัน “ทองคำ” ยังคงเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงที่สำคัญท่ามกลางความกังวลด้านเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนะนำให้ลงทุนใน BGOLD, GOLD19 และ GOLDUS19 รวมกันในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุนรวม

