
รัฐลด “ราคาหน้าโรงกลั่น” คุมดีเซล ลดค่าครองชีพ-กดมาร์จิ้นผู้ประกอบการ
รัฐใช้มาตรการลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น รับมือความผันผวนจากตะวันออกกลาง ช่วยพยุงราคาขายปลีก-ลดภาระกองทุนน้ำมัน แต่เพิ่มแรงกดดันต่อค่าการกลั่นและผู้ประกอบการ
กลไกการแทรกแซง “ราคา ณ โรงกลั่น” เป็นหนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐนำมาใช้บริหารจัดการต้นทุนพลังงาน เพื่อควบคุมและบรรเทาความผันผวนของราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ โดยอาศัยกลไกของ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำหนดส่วนลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ก่อนที่ต้นทุนดังกล่าวจะถูกส่งผ่านเข้าสู่โครงสร้างราคาขายปลีก
มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวน โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกและต้นทุนพลังงานภายในประเทศเผชิญแรงกดดันตามไปด้วย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การลดราคา ณ โรงกลั่นจึงถูกนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง ก่อนส่งผ่านไปยังราคาหน้าสถานีบริการ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทาง การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
สำหรับปี 2569 จากข้อมูลการปรับลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น พบว่าภาครัฐมีการใช้มาตรการดังกล่าวหลายช่วง โดยอัตราส่วนลดมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ด้านพลังงานในแต่ละระยะ

ช่วงแรก ระหว่างวันที่ 9-23 เมษายน 2569 กำหนดให้ปรับลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ก่อนเพิ่มระดับส่วนลดเป็น 5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 24 เมษายน-9 พฤษภาคม 2569
ต่อมา ระหว่างวันที่ 10-19 พฤษภาคม 2569 ภาครัฐปรับระดับส่วนลดลงมาอยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร สะท้อนการปรับกลไกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว
หลังจากนั้น มาตรการกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงวันที่ 9-23 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดส่วนลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น 1.40 บาทต่อลิตร ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 2.40 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2569
ล่าสุด ภาครัฐเพิ่มระดับการปรับลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่นเป็น 4.00 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน-31 ตุลาคม 2569 ทำให้อัตราส่วนลดกลับมาอยู่ในระดับสูงอีกครั้ง เมื่อเทียบกับมาตรการในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่าอัตราส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นในปี 2569 ไม่ได้อยู่ในระดับคงที่ แต่มีการปรับตั้งแต่ 1.40 บาทต่อลิตร ไปจนถึง 5.00 บาทต่อลิตร ตามสถานการณ์และความจำเป็นในการบริหารต้นทุนพลังงานของประเทศ
ในเชิงโครงสร้าง การลดราคา ณ โรงกลั่นมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานตั้งแต่ต้นทาง ก่อนส่งผ่านเข้าสู่ราคาขายปลีก ซึ่งช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ให้ต้องใช้กลไกชดเชยราคาในระดับสูงเกินไป ขณะเดียวกันยังช่วยลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ตลาดพลังงานเผชิญภาวะผันผวน
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีอีกด้านที่ต้องจับตา โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงกลั่น เนื่องจากการกำหนดส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นโดยไม่สะท้อนราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์อาจส่งผลต่อ ค่าการกลั่น (Refining Margin) ของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่าหากมาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในระยะยาว อาจส่งผลต่อโครงสร้างการค้าเสรีของภาคเอกชน เนื่องจากราคาที่ผู้ประกอบการได้รับอาจแตกต่างจากกลไกราคาที่อ้างอิงตลาด
ดังนั้น กลไก “ลดราคาหน้าโรงกลั่น” จึงมีผลในสองมิติสำคัญ ด้านหนึ่งเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการช่วยควบคุมต้นทุนพลังงาน ลดภาระกองทุนน้ำมัน และบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งก็สร้างแรงกดดันต่อค่าการกลั่นและรายได้ของผู้ประกอบการ
ทุกครั้งที่มีการปรับส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น จึงต้องจับตาไม่เพียงผลต่อราคาน้ำมันขายปลีกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นและกลไกตลาดพลังงานในระยะยาวด้วย

