
BTS ตุนเงินสด 4.9 หมื่นล้าน เดินหน้า “อู่ตะเภา” เร่งขยายตู้รถไฟฟ้าเสริมทัพ
BTS มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวม 4.9 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นมิถุนายน 2569 ผู้บริหารชูสนามบินอู่ตะเภาเป็นโครงการลงทุนหลักปี 69-70 หลังได้รับหนังสือให้เริ่มงานจาก EEC พร้อมเดินหน้าเพิ่มตู้รถไฟฟ้าและต่อยอดธุรกิจโรงแรมผ่าน RABBIT ขณะที่ VGI ศึกษาโอกาสลงทุนใหม่
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวมประมาณ 49,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 โดยกระจายอยู่ในบริษัทภายในกลุ่ม เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ ภาระทางการเงิน และแผนลงทุนในระยะต่อไป ขณะที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกยังคงเป็นโครงการลงทุนสำคัญของกลุ่ม
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหารและผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจ MOVE ของ BTS เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ทิศทางการลงทุนสำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ยังคงมุ่งไปที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก หลังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานแล้ว โดยปัจจุบัน UTA อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการ
โครงการดังกล่าวดำเนินการผ่าน บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง BTS และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ที่ถือหุ้นฝ่ายละ 40% ขณะที่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ถือหุ้น 20% โดย UTA ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ซึ่งเปิดทางให้เริ่มพัฒนาโครงการในส่วนที่มีความพร้อมได้ก่อน
ปัจจุบัน UTA อยู่ระหว่างออกแบบและเตรียมพัฒนาพื้นที่เมืองการบิน ควบคู่กับการขออนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการเตรียมแหล่งเงินทุน โดยการลงทุนก่อสร้างในแต่ละส่วนจะทยอยดำเนินการตามความพร้อมของโครงการ ขณะที่ความชัดเจนของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดขนาดการลงทุนในส่วนอาคารผู้โดยสารใหม่

สำหรับฐานะการเงินของกลุ่ม BTS ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นประมาณ 49,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินประมาณ 21,000 ล้านบาทอยู่ภายใต้ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI และอีกประมาณ 17,000 ล้านบาทอยู่กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ตามหน่วยธุรกิจอื่นภายในกลุ่ม
ทั้งนี้ เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสามารถนำไปลงทุนในโครงการใหม่ได้ทั้งหมด เนื่องจาก BTSC ยังต้องสำรองเงินสำหรับค่าใช้จ่ายดำเนินงาน การจ่ายดอกเบี้ย การชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนด รวมถึงรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ในโครงการต่าง ๆ
ในส่วนของ VGI เงินประมาณ 21,000 ล้านบาทส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปเงินฝากและการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1% กว่า โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสลงทุนในธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนจากเงินทุน ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบ หลังจากการลงทุนบางส่วนในอดีตประสบผลขาดทุน

นอกจากโครงการ UTA แล้ว BTS ยังมีแผนลงทุนในธุรกิจระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนตู้โดยสารรถไฟฟ้าประมาณ 42-43 ขบวน จากเดิม 4 ตู้เป็น 6 ตู้ต่อขบวน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรายจ่ายลงทุนที่ BTSC ต้องเตรียมเงินรองรับในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน BTS ยังมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมผ่านบริษัทย่อยอย่าง บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT ซึ่งเป็นผู้ลงทุนในโครงการโรงแรม The Langham, Customs House, Bangkok บริเวณอาคารศุลกสถานเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพัฒนาเป็นโรงแรมระดับลักชัวรี ซึ่งก่อนหน้านี้มีแผนเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2569 หากเป็นไปตามแผน จะเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจในเครือ
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของผลประกอบการยังเป็นความท้าทายสำคัญของ BTS โดยเฉพาะธุรกิจรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองที่ยังต้องเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและบริหารต้นทุนเพื่อยกระดับผลการดำเนินงาน ขณะที่การกลับมาจ่ายเงินปันผลภายในปี 2569 ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน โดยนายสุรพงษ์ระบุในการสัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ยังไม่สามารถยืนยันโอกาสจ่ายเงินปันผลในปีนี้ได้

