“เอกนิติ” อัดสินเชื่อ “ดอกคนละครึ่ง” ปล่อยกู้ 3 หมื่นล้าน จ่ายจริง 3%-หนุนโซลาร์ประชาชน

“เอกนิติ” นำทัพ ธ.ก.ส. บุกอุดรฯ รับ ครม.สัญจร อัดสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” 30,000 ล้านบาท รัฐช่วยซับ 3% จ่ายจริงแค่ 3% เผยปล่อยกู้แล้ว 2,075 ล้านบาท พร้อมลุยโซลาร์ประชาชน ดอกต่ำ 2.50% รัฐหนุน 50,000 บาท กู้ส่วนที่เหลือไม่เกิน 90,000 บาท ดึง บสย. ค้ำประกันช่างป้องกันทิ้งงาน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) เพื่อติดตามและตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ในการขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายรัฐบาล ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดอุดรธานี จำกัด (สกต.อุดรธานี) และ ธ.ก.ส. สาขาท่าตูมทอง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเดือนตุลาคม 2569 อยู่ในระดับสูงที่ 72.2 จุด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขยายตัวของกิจกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร

ในโอกาสนี้ ได้ร่วมมอบสินเชื่อและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ซึ่งมีกรอบวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนประกอบอาชีพ โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยที่แท้จริงเพียง 3% ต่อปี

ทั้งนี้ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 มีเกษตรกรได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้วจำนวน 28,971 ราย คิดเป็นวงเงินรวม 2,075 ล้านบาท

นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังสามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพทางการเกษตร ผ่านบริการ “น้องเมฆฝน AI Chatbot” บนแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ซึ่งให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยและการเพาะปลูกอย่างแม่นยำ ตลอดจนบริการวิเคราะห์คุณภาพดินผ่านเว็บไซต์หรือ Line Official Account “น้องดินดี” รวมถึงการใช้แอปพลิเคชัน Agri-Map Online ของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศและรับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกไปสู่พืชทางเลือกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

ขณะเดียวกัน ยังได้ตรวจเยี่ยมความพร้อมในการให้บริการโครงการสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนสถานะจากผู้บริโภคพลังงานมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Prosumer) โดยสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition)

สำหรับเงื่อนไขโครงการสินเชื่อ Solar ภาคประชาชนของ ธ.ก.ส. กำหนดวงเงินสินเชื่อตามค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจริง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.50% ต่อปี และกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่น้อยกว่า 7 ปี ทั้งนี้ กำหนดค่าใช้จ่ายมาตรฐานในการติดตั้งระบบไว้ที่ 140,000 บาท โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณจำนวน 50,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนและเกษตรกรรับภาระวงเงินกู้ในส่วนที่เหลือไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับกรอบวงเงินสินเชื่อ Solar Rooftop ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสินที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรลูกค้าที่ประสงค์ขอรับสินเชื่อดังกล่าว กำหนดไว้ 5 ประการ ได้แก่

ต้องเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. โดยผู้กู้ต้องมีอายุรวมกับระยะเวลาตามสัญญากู้ไม่เกิน 85 ปี และกำหนดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิ์

ต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) และผ่านการตรวจสอบรับรองจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. หรือ PEA) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน. หรือ MEA) สำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 5 กิโลวัตต์ (kW) และไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ไฟฟ้า 1 เครื่อง

ต้องมีมิเตอร์ไฟฟ้าและสามารถเข้าร่วมระบบรับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าได้

ต้องไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งกำหนดวงเงินลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาท

กรณีเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แต่ต้องสละสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้าตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับระยะเวลาดำเนินโครงการ เปิดให้เกษตรกรยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 โดยต้องดำเนินการอนุมัติสินเชื่อ จัดทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 ผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านทางเว็บไซต์ของธนาคาร

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์รายย่อย (SMEs) ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ ผ่านกลไกการสนับสนุนหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) วงเงิน 50,000 บาท โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราต่ำไม่เกิน 1% ต่อปี หรือไม่เกิน 500 บาทต่อปี ควบคู่กับการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารของรัฐ 3 แห่ง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการดังกล่าวจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการค้ำประกัน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ ควบคุมมาตรฐานและคุณภาพการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ตลอดจนลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

Back to top button