
NETBAY วางยุทธศาสตร์ 2030 ต่อยอด 3 ธุรกิจหลัก รุกแพลตฟอร์ม-AI ขยายฐานลูกค้า
NETBAY เดินหน้าจัดทำยุทธศาสตร์ NETBAY 2030 เตรียมเปิดวิสัยทัศน์ ม.ค.70 ชู 3 ธุรกิจหลัก Shipping Platform, AI Box และ Check Pass ต่อยอดเทคโนโลยี AI ผนึกพันธมิตรขยายฐานลูกค้ารัฐ-เอกชน พร้อมรับมือเศรษฐกิจท้าทาย
ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY เปิดเผยว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัทมุ่งต่อยอดธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการ Software-as-a-Service (SaaS) พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับบริการ รองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์ NETBAY 2030 เพื่อกำหนดทิศทางธุรกิจในช่วง 3–4 ปีข้างหน้า โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ Platform Service ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับช่วง 3 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่ง บริษัทให้ความสำคัญกับการศึกษาโครงสร้างธุรกิจและประเมินศักยภาพภายในองค์กร โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และบุคลากรที่มีความเข้าใจตลาด เพื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่มาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มพัฒนาระบบทั้งหมดจากศูนย์
NETBAY ตั้งเป้านำเสนอแผนยุทธศาสตร์ NETBAY 2030 ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2570 หลังประเมินโอกาสทางธุรกิจและจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับศักยภาพและทิศทางการเติบโตของบริษัท
ปัจจุบัน NETBAY มีธุรกิจแพลตฟอร์มหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ Shipping Platform ให้บริการระบบสนับสนุนการขนส่งและธุรกรรมนำเข้า-ส่งออก AI Box ให้บริการยืนยันตัวตน การลงนามและจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และ Check Pass ให้บริการตรวจสอบข้อมูลเครดิตและข้อมูลด้านการกำกับดูแล รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
บริษัทมีแผนต่อยอดบริการดังกล่าวสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธนาคาร ประกันภัย และหน่วยงานภาครัฐ โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์ม การเชื่อมโยงข้อมูล และการตรวจสอบตัวตนเป็นปัจจัยขับเคลื่อน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม ShipLineX, AI-Box และ Check-Plus อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทได้นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมคุณภาพของทีมเทคโนโลยีและทีมบริการลูกค้า รวมถึงพัฒนาระบบให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ใช้งาน (Personalization) เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการ
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในอนาคต บริษัทมองว่ารูปแบบการให้บริการตามการใช้งาน (As a Service) จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความยืดหยุ่น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องการลดภาระการลงทุนในระบบเทคโนโลยี จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงบริการหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ Embedded Insurance ซึ่งนำบริการประกันภัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการซื้อสินค้าและบริการ โดยแนวคิดดังกล่าวสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ประกันภัย และบริการทางการเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้าและสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่
นอกจากนี้ NETBAY ยังมุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึง DITTO และกลุ่มผู้ถือหุ้น เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) โดยนำเทคโนโลยี API, AI และ Model Context Protocol (MCP) มาสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างองค์กร พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ขณะเดียวกัน บริษัทมองเห็นโอกาสขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ประกอบธุรกรรม ภายใต้การกำกับดูแลที่มีมาตรฐานและเอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของลูกค้า ขณะที่แนวโน้มในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า ทำให้บริษัทต้องเร่งมองหากลุ่มลูกค้าใหม่เพื่อชดเชยตลาดที่ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่สามารถประเมินรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ได้อย่างชัดเจน รวมถึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกหรือไม่ เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน
สำหรับธุรกิจ Shipping บริษัทมีแนวทางขยายการให้บริการให้ครอบคลุมการขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และทางบก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ประกอบการจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมติดตามการแข่งขันในตลาดที่มีความเข้มข้นมากขึ้น และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ส่วนแนวโน้มเทคโนโลยีระยะยาว บริษัทมองว่าระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital Identity) และ AI Agent จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบตัวตน สิทธิ และขอบเขตอำนาจในการทำธุรกรรม ซึ่งเป็นโอกาสให้ NETBAY นำความเชี่ยวชาญด้านการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลมาต่อยอดบริการใหม่
ทั้งนี้ บริษัทจะรักษาฐานรายได้จากธุรกิจหลักควบคู่กับการพัฒนาโครงการใหม่ และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการเติบโตภายใต้แผน NETBAY 2030
สำหรับประวัติการทำงาน ดร.ฉัตรชัย มีประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานประมาณ 15 ปี เคยรับผิดชอบงานในภูมิภาคเอเชียใต้ครอบคลุม 6 ประเทศ และดำรงตำแหน่ง Production Manager ในสหรัฐอเมริกา ก่อนร่วมงานกับ Accenture ในตำแหน่ง Director ด้านธุรกิจพลังงานและที่ปรึกษาดิจิทัล
ต่อมาเข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เจมาร์ท ประกันภัย โดยมีบทบาทในการฟื้นฟูกิจการจนผลประกอบการไตรมาส 1 และ 2 พลิกกลับมามีกำไร ก่อนเข้ารับตำแหน่งที่ NETBAY เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศึกษาด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์จากมหาวิทยาลัยในประเทศนิวซีแลนด์ โดยจะนำประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีและการบริหารธุรกิจมาต่อยอดการดำเนินงานของ NETBAY เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

