ครม.ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 45 บาท วงเงิน 5.8 พันล้าน เริ่ม 1 ม.ค.70 จับตา BEM-BTS คึก!

ครม.สัญจรอนุมัติค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วมสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว ครอบคลุม 8 สาย ค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท เริ่ม 1 ม.ค.–31 ธ.ค.70 กรอบวงเงิน 5,807 ล้านบาท ด้านโบรกมองบวกต่อกลุ่มขนส่งทางบก ชู BEM เด่น จับตา BTS รับอานิสงส์ผู้โดยสารเพิ่ม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 พ.ย.69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ ศูนย์ประชุมมณฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยกำหนดค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทุกสายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีหลักการสำคัญคือไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อผู้โดยสารเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า และกำหนดเพดานค่าโดยสารสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งรวมค่าแรกเข้าแล้ว โดยมีกำหนดดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 รวมระยะเวลา 1 ปี

การอนุมัติครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการกำหนดค่าโดยสารร่วม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการเดินทางข้ามสายรถไฟฟ้า

สำหรับโครงข่ายที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าว ครอบคลุมรถไฟฟ้าจำนวน 8 สาย ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีแดง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีเหลือง รถไฟฟ้าสายสีชมพู รถไฟฟ้าสายสีเขียว และรถไฟฟ้าสายสีทอง

ในส่วนของการใช้สิทธิ ตามแนวทางที่กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมไว้ กำหนดให้ประชาชนชาวไทยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารด้วยบัตร EMV Contactless เพื่อรองรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างระบบรถไฟฟ้าแต่ละสาย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ ระบบชำระเงิน และระบบบริหารจัดการรายได้

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้กำหนดแนวทางการคืนส่วนต่างค่าโดยสารให้แก่ผู้โดยสารในกรณีที่ค่าโดยสารตามจริงสูงกว่าเพดาน 45 บาท โดยแนวทางเบื้องต้นจะเรียกเก็บค่าโดยสารตามการเดินทางจริงก่อน และคืนส่วนต่างผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือบัญชีบัตรที่ใช้เดินทางภายใน 3 วันทำการ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ รายละเอียดขั้นตอนการลงทะเบียนและการใช้สิทธิจะต้องเป็นไปตามประกาศของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน ครม.รับทราบประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับดำเนินมาตรการระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ภายใต้กรอบวงเงินรวม 5,807 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยค่าโดยสารจำนวน 5,785 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนให้ประชาชนตามจำนวนรายการธุรกรรมอีก 22 ล้านบาท

โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้สนับสนุนมาตรการดังกล่าว พร้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารการจ่ายเงินอุดหนุนตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ครม.ยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการขนส่งทางราง สนข. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้สามารถรองรับมาตรการค่าโดยสารร่วมได้ตามกำหนด

พร้อมกันนี้ ครม.มอบหมายให้ รฟม. และ กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ รวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทางและรายได้ที่เกิดขึ้นจริงภายหลังดำเนินมาตรการ รวมถึงประเมินจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากการกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่ (Induced Demand) เมื่อดำเนินมาตรการครบ 6 เดือน

ข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้ประกอบการเจรจาสัดส่วนการแบ่งรายได้ค่าโดยสารกับผู้ประกอบการรถไฟฟ้า เพื่อพิจารณาการจัดสรรรายได้คืนให้ภาครัฐในสัดส่วนที่เหมาะสมและเป็นธรรม ก่อนรายงานผลการดำเนินงานให้ ครม.รับทราบต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการค่าโดยสารร่วมมีเป้าหมายลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้รถไฟฟ้าหลายสายในการเดินทางแต่ละวัน พร้อมส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้า และสนับสนุนการลดปัญหาจราจรและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ด้านมุมมองตลาดทุน มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วมสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มผู้ประกอบการรถไฟฟ้า โดยเฉพาะ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เนื่องจากการลดภาระค่าโดยสารสำหรับผู้เดินทางเชื่อมต่อหลายสายมีแนวโน้มช่วยกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารและสนับสนุนรายได้จากการให้บริการในระยะต่อไป

ด้านมุมมองตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มขนส่งทางบก จากความคืบหน้าของนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วม 17–45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้า เนื่องจากประชาชนมีต้นทุนการเดินทางลดลงและสามารถเชื่อมต่อระหว่างสายทางได้สะดวกขึ้น

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีโอกาสเป็นปัจจัยสนับสนุนการดำเนินงานของ BEM และ BTS อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามเงื่อนไขการแบ่งรายได้จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดผลประโยชน์ที่แต่ละบริษัทได้รับในระยะต่อไป โดย บล.ดาโอ ยังคงเลือก BEM เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่ม เนื่องจากมีแนวโน้มผลประกอบการที่น่าสนใจกว่า BTS ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุน

Back to top button