JPMorgan เปิด 4 ฉากทัศน์ “เลือกตั้งสหรัฐ” ชี้ S&P500 มีลุ้นบวกสูงสุด 1.25%

JPMorgan ประเมิน 4 ฉากทัศน์เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ชี้เดโมแครตกวาดชัย 2 สภามีโอกาสสูงสุด 66% ขณะที่รีพับลิกันชนะทั้ง 2 สภาอาจหนุน S&P500 บวก 1.25% ด้านสถิติปี 1980–2024 พบดัชนีปรับขึ้นครบ 100% หลังเลือกตั้งกลางเทอมผ่านไป 1 ปี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกาประจำปี 2569 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดสมดุลอำนาจระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาครัฐ มาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจ ตลอดจนทิศทางตลาดหุ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในระยะต่อไป

ทั้งนี้ JPMorgan ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐภายใต้ 4 ฉากทัศน์ของการเลือกตั้งกลางเทอม โดยอ้างอิงความน่าจะเป็นจากข้อมูลตลาดคาดการณ์ของ Bloomberg ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 พบว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสคว้าชัยชนะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามากที่สุด ขณะที่ฉากทัศน์ที่พรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ทั้งสองสภา แม้มีความเป็นไปได้ต่ำกว่า แต่กลับเป็นผลลัพธ์ที่อาจสร้างแรงหนุนต่อตลาดหุ้นมากที่สุดในระยะสั้น

สำหรับ ฉากทัศน์แรก Blue Wave หรือกรณีพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีความน่าจะเป็นสูงสุดที่ 66% โดย JPMorgan ประเมินว่าดัชนี S&P 500 อาจเคลื่อนไหวในกรอบติดลบ 0.25% ถึงบวก 0.50% เนื่องจากตลาดอาจกังวลต่อความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อย่างไรก็ตาม JPMorgan มองว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายที่มุ่งจำกัดการพัฒนา AI ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจไม่มีเสียงสนับสนุนมากเพียงพอที่จะลบล้างการยับยั้งของประธานาธิบดี ส่งผลให้การปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่ม AI อาจเป็นโอกาสเข้าลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งอยู่ที่การตรวจสอบทางการเมือง ซึ่งอาจครอบคลุมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางแห่ง ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากความคาดหวังว่าการใช้จ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณอาจลดลง

ฉากทัศน์ที่สอง Split Congress หรือกรณีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรครีพับลิกันยังควบคุมวุฒิสภา มีความน่าจะเป็น 26% โดย JPMorgan คาดว่าดัชนี S&P 500 มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.50–1.00%

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การแบ่งอำนาจระหว่างสองพรรคอาจทำให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณางบประมาณปี 2570 ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดความขัดแย้งทางการเมืองและภาวะหน่วยงานรัฐบาลกลางปิดทำการชั่วคราว หรือ Government Shutdown

อย่างไรก็ดี JPMorgan ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลในอดีตมักอยู่ในวงจำกัด ขณะที่โครงสร้างสภาลักษณะดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง แม้ว่าความเสี่ยงจากการตรวจสอบทางการเมืองยังคงมีอยู่ก็ตาม ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมีโอกาสปรับตัวลดลง จากแนวโน้มการควบคุมการขาดดุลงบประมาณ

ฉากทัศน์ที่สาม Red Wave หรือกรณีพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีความน่าจะเป็นเพียง 7% แต่ JPMorgan ประเมินว่าเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่อตลาดหุ้นมากที่สุด โดยดัชนี S&P 500 มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.00–1.25%

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและกฎระเบียบภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแลภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรครีพับลิกันอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์มีความมั่นใจมากขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะท่าทีต่ออิหร่าน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากนี้ ความต่อเนื่องของนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงอาจส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น

ฉากทัศน์ที่สี่ The Other Split หรือกรณีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่พรรคเดโมแครตควบคุมวุฒิสภา มีความน่าจะเป็นต่ำที่สุดเพียง 1% โดย JPMorgan คาดว่าดัชนี S&P 500 อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.25–0.75%

กรณีดังกล่าวอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการพิจารณางบประมาณและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางชั่วคราว เนื่องจากทั้งสองพรรคไม่สามารถควบคุมกระบวนการออกกฎหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่วุฒิสภาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตยังสามารถดำเนินกระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ แต่การเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีต้องเกิดขึ้นจากสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้ง 4 ฉากทัศน์ พบว่า JPMorgan ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสตอบรับเชิงบวกใน 3 กรณี ขณะที่สถานการณ์ Blue Wave ซึ่งมีความน่าจะเป็นสูงสุด อาจทำให้ตลาดผันผวนในระยะสั้น แต่กรอบการประเมินยังสะท้อนความเสี่ยงขาลงที่ค่อนข้างจำกัด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทางนโยบายการคลัง มาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน ข้อมูลวิเคราะห์ของ CNBC ซึ่งศึกษาผลตอบแทนดัชนี S&P 500 หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ รวม 23 ครั้ง ระหว่างปี 1980–2024 พบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากขึ้นเมื่อระยะเวลาหลังการเลือกตั้งยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง

สำหรับภาพรวมการเลือกตั้งทั้งสองประเภท พบว่าดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 0.2% ในวันทำการแรกหลังเลือกตั้ง และบวก 0.2% หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ โดยมีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้น 61% ของจำนวนครั้งที่ศึกษา

ส่วนระยะเวลา 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ดัชนีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 1.1% และมีโอกาสปรับตัวขึ้น 70% ขณะที่ระยะเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้ง ดัชนีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 13.8% และมีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้น 91%

เมื่อพิจารณาเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ พบว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นมีความโดดเด่นมากขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 0.5% ในวันทำการแรกหลังเลือกตั้ง บวก 1.0% หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ และบวก 1.5% หลังผ่านไป 1 เดือน โดยทั้งสามช่วงเวลามีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้นเท่ากันที่ 73%

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาระยะเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม พบว่าดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นครบทั้ง 11 ครั้ง หรือคิดเป็น 100% ของช่วงเวลาที่ศึกษา โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 13.7% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐในอดีตมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งภายหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งคลี่คลายลง

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี สถิติย้อนหลังสะท้อนความผันผวนในระยะสั้นมากกว่า โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 0.1% ในวันทำการแรก และติดลบ 0.5% หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังผ่านไป 1 เดือนกลับมาเป็นบวก 0.8%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาระยะเวลา 1 ปีหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 13.8% และมีสัดส่วนการปรับตัวเพิ่มขึ้น 83% ของจำนวนครั้งที่ศึกษา

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งสหรัฐอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังการเลือกตั้ง ตลาดมีแนวโน้มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการภาคธุรกิจ และทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันทุกครั้ง เนื่องจากทิศทางตลาดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การเติบโตของเศรษฐกิจ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้น แม้การวิเคราะห์ของ JPMorgan และสถิติย้อนหลังของ CNBC จะสะท้อนภาพเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ผลตอบแทนในระยะต่อไปยังต้องพิจารณาควบคู่กับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐและภาวะตลาดการเงินโลกเป็นสำคัญ

Back to top button