
CGSI มอง SET แกว่งตัว 1,470-1,500 จุด จับตาเลือกตั้งสหรัฐ ชู BH-TU
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเมิน SET แกว่งตัวในกรอบ 1,470-1,500 จุด เผชิญแรงขายต่างชาติลดความเสี่ยงก่อนรู้ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คาดเม็ดเงินโยกเข้าหุ้นแบงก์-โรงไฟฟ้า-นิคมฯ แนะลงทุน BH-TU
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 พ.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทย โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470-1,500 จุด ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลกและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลดความเสี่ยงก่อนทราบผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจยังเคลื่อนไหวผันผวนตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยนักลงทุนยังคงติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในระยะสั้น
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นต่างประเทศ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ระดับ 51,786.72 จุด ลดลง 197.26 จุด หรือ 0.38% หลังนักลงทุนผิดหวังต่อผลประกอบการของบริษัท Apple อย่างไรก็ตาม แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสนับสนุนดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,568.92 จุด เพิ่มขึ้น 27.52 จุด หรือ 0.36% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,372.01 จุด เพิ่มขึ้น 207.65 จุด หรือ 0.83%
ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลดลง โดยดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับ 645.66 จุด ลดลง 3.78 จุด หรือ 0.58% ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ประกอบกับนักลงทุนยังคงระมัดระวังการลงทุนก่อนทราบผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และประเมินผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาค
ด้านตลาดน้ำมันดิบ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 0.37 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ปิดที่ 96.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนมกราคม ลดลง 1.17 ดอลลาร์ หรือ 1.12% ปิดที่ 103.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้งในยูเครนและอิหร่าน แม้ตลาดยังมีความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันจากเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นล่าสุด
ส่วนสัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 29.20 ดอลลาร์ หรือ 0.74% ปิดที่ 3,940.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนรอติดตามผลการเลือกตั้งและตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน CGSI ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และปิโตรเคมี เข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ CGSI แนะนำให้นักลงทุนเน้นคัดเลือกหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น พร้อมแนะนำหุ้นเด่น 2 หลักทรัพย์ ได้แก่
บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH โดยประเมินว่าบริษัทจะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์สำคัญจากการกลับมาใช้บริการของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคมีแนวโน้มคลี่คลาย ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติในระยะต่อไป
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU โดยมองว่าระดับมูลค่าหุ้นยังมีความน่าสนใจ ประกอบกับบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานในระยะยาว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน CGSI ระบุจุดทำกำไร (Take Profit) ของ BH ที่ 196.00 บาท และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 198.50 บาท ขณะที่ TU แนะนำ “ซื้อ” กำหนดจุดทำกำไรที่ 13.40 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 12.90 บาท
