
SET เช้าร่วง 18 จุด ตามตลาดโลกผันผวน จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ เดโมแครตนำทั้ง 2 สภา
SET ภาคเช้าร่วง 17.82 จุด แตะ 1,473.19 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.75 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางตลาดโลกผันผวน หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เบื้องต้นชี้ “เดโมแครต” มีคะแนนนำทั้ง 2 สภา กดดันฟิวเจอร์หุ้นสหรัฐฯ ร่วง ขณะที่บอนด์ยีลด์ลดลงและดอลลาร์อ่อนค่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 พ.ย. 2569) ณ เวลา 10.24 น. ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ภาคเช้าปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1,473.19 จุด ลดลง 17.82 จุด หรือ 1.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 17,523.35 ล้านบาท ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก หลังผลการนับคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา (US Midterm Election 2026) เบื้องต้นสะท้อนว่าพรรคเดโมแครตเริ่มคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้งสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนประเมินความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตอาจพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
ทั้งนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในวันนี้ ขณะที่ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังพรรคเดโมแครตเริ่มคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองจากพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งโดยรวมยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากหลายรัฐยังอยู่ระหว่างการนับคะแนน
สำหรับผลการเลือกตั้งที่สำคัญในรัฐนอร์ทแคโรไลนา นายรอย คูเปอร์ (Roy Cooper) อดีตผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต สามารถเอาชนะนายไมเคิล วอตลีย์ (Michael Whatley) ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์ ตามการคาดการณ์ผลเลือกตั้งของสื่อ ส่งผลให้พรรคเดโมแครตสามารถพลิกคว้าที่นั่งวุฒิสภาซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การครองของพรรครีพับลิกันได้สำเร็จ นับเป็นหนึ่งในสี่ที่นั่งสุทธิที่พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้รับเพิ่มเพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
ขณะเดียวกัน นายจอน ออสซอฟ (Jon Ossoff) ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต สามารถรักษาที่นั่งสมาชิกวุฒิสภาในรัฐจอร์เจียไว้ได้ ขณะที่แนวโน้มการแข่งขันชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเริ่มเอื้อประโยชน์ต่อพรรคเดโมแครต อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในวุฒิสภายังคงสูสี โดยต้องติดตามผลการนับคะแนนในรัฐสำคัญอย่างใกล้ชิด
นางชารู ชานานา (Charu Chanana) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo ในสิงคโปร์ ระบุว่า นักลงทุนเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ตลาดคาดการณ์ผลการเลือกตั้ง (Prediction Markets) เริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตอาจคว้าชัยชนะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าการเดิมพันผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้รวมกันมากกว่า 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.8% ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Nasdaq ลดลง 1.8% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง 0.06 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 4.906% สะท้อนแรงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง
นางชานานาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Nasdaq สะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองจะนำไปสู่การกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะถัดไป ส่งผลให้แรงขายที่เกิดขึ้นในช่วงแรกอาจไม่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI ตลอดจนแนวโน้มนโยบายการคลัง การใช้จ่ายด้านกลาโหม และมาตรการกำกับดูแลธุรกิจในกลุ่มสาธารณสุข ธนาคาร และสินทรัพย์ดิจิทัล
ด้านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ระดับ 1.1239 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.37% มาอยู่ที่ระดับ 1.3464 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ลดลง 0.32% มาอยู่ที่ระดับ 101.39

