
“ดาโอ” ชี้น้ำมันร่วง 9% หนุน SET ฟื้นต่อ! ชู 5 หุ้นเด่น AOT-BGRIM-CENTEL-CK-OSP
บล.ดาโอ ชี้ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วง 8.7% แตะ 94.6 ดอลลาร์ รับเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หนุนคาดหวังยุติสงครามอิหร่าน มอง SET ฟื้นตัวต่อ ชู 5 หุ้นเด่น AOT-BGRIM-CENTEL-CK-OSP รับต้นทุนพลังงานลดลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา โดยสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้นักลงทุนคาดหวังว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีโอกาสยุติลงเร็วกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง ขณะที่กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นมีแนวโน้มได้รับผลกระทบเชิงลบ
ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. ตามเวลาประเทศไทย พบว่าพรรคเดโมแครตได้รับเลือกตั้งเข้าสู่วุฒิสภาแล้ว 54 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง และได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 242 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง สูงกว่าเกณฑ์เสียงข้างมากที่ 218 ที่นั่ง โดยยังมีโอกาสได้รับที่นั่งเพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะรัฐอะแลสกาและรัฐมิสซิสซิปปีที่คะแนนยังคงสูสี
ผลการเลือกตั้งดังกล่าวทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเพิ่มแรงจูงใจในการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า ยังไม่มีแผนโจมตีอิหร่านทันทีภายหลังการเลือกตั้ง
สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ พบว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลดลง 8.7% มาอยู่ที่ระดับ 94.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 หรือในรอบประมาณ 2 เดือน สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อโอกาสคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
บล.ดาโอ ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้นในปี 2570 หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแรงสนับสนุนในสภาคองเกรสลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่ความคืบหน้าในการเจรจายุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงกว่าสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569 ที่กำหนดไว้ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ประเมินว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังปิดตลาดวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่ระดับ 1,502.1 จุด เพิ่มขึ้น 0.7% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ประกอบด้วยกลุ่มท่องเที่ยว การบิน ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีกน้ำมัน และเกษตรและอาหาร โดยมีปัจจัยสนับสนุนแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนของแต่ละธุรกิจ
กลุ่มท่องเที่ยว ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มต้นทุนการเดินทางที่ลดลง ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและสนับสนุนกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ กลุ่มการบิน ได้รับปัจจัยบวกจากแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันที่ลดลง รวมถึงแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสายการบินบางแห่งยังมีความเสี่ยงด้านผลประกอบการ โดยเฉพาะ AAV ที่อาจยังมีผลขาดทุนในไตรมาส 3/2569 ในระดับสูง
กลุ่มค้าปลีก คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการขนส่งที่ลดลง รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนจำนวนผู้ใช้บริการและการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG)
ส่วน กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ได้รับผลบวกจากต้นทุนพลังงานที่มีสัดส่วนประมาณ 2-4% ของต้นทุนขาย รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมัน ขณะที่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1-2% ของต้นทุนดำเนินงาน ตลอดจนโอกาสที่ราคาวัสดุก่อสร้างประเภทอื่นจะปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันที่ลดลง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาด ส่วน กลุ่มเกษตรและอาหาร คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากต้นทุนโดยรวมที่ลดลง ทั้งต้นทุนขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน
ในทางกลับกัน บล.ดาโอ มีมุมมองเชิงลบต่อ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะ PTTEP ที่มีความเสี่ยงจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลวเฉลี่ย (Liquid ASP) ปรับตัวลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการโรงกลั่นอาจเผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ตามทิศทางราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.ดาโอ คัดเลือก 5 หุ้นพื้นฐานดีที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73.00 บาท, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25.00 บาท, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 48.00 บาท, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท และบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22.00 บาท
ขณะเดียวกัน บล.ดาโอ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มท่องเที่ยวมากกว่าตลาด (Overweight) โดยแนะนำ “ซื้อ” ERW ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท และ MINT ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท ส่วน SHR แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 1.70 บาท ขณะที่กลุ่มการบินให้น้ำหนักมากกว่าตลาดเช่นกัน โดยแนะนำ “ซื้อ” SAV ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท และแนะนำ “ถือ” AAV ราคาเป้าหมาย 1.12 บาท
สำหรับกลุ่มค้าปลีก ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด โดยแนะนำ “ซื้อ” BJC ราคาเป้าหมาย 22.00 บาท, CPAXT ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท และ CPALL ราคาเป้าหมาย 63.00 บาท ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด (Neutral) โดยแนะนำ “ซื้อ” CBG ราคาเป้าหมาย 67.00 บาท และ SAPPE ราคาเป้าหมาย 41.00 บาท
ด้านกลุ่มรับเหมาก่อสร้างให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด โดยแนะนำ “ถือ” STECON ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท ขณะที่กลุ่มค้าปลีกน้ำมันให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาดเช่นกัน โดยแนะนำ “ถือ” OR ราคาเป้าหมาย 13.00 บาท และ PTG ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท
ส่วนกลุ่มเกษตรและอาหาร ซึ่งไม่ได้กำหนดน้ำหนักการลงทุนรายกลุ่ม (Non-rated) แนะนำ “ซื้อ” ITC ราคาเป้าหมาย 21.00 บาท และ TU ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท ขณะที่ AAI แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 4.00 บาท
สำหรับกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง บล.ดาโอ แนะนำ “ซื้อ” PTTEP ราคาเป้าหมาย 180.00 บาท ส่วน TOP แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 70.00 บาท, SPRC แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 12.00 บาท และ BCP แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท

