KBANK ชี้ SME ถึงทางตัน NPL จ่อ 10% จี้พลิกเกมธุรกิจรับโลกผันผวน

แบงก์กสิกรไทย (KBANK) เตือน SME ไทยถึงเวลาปรับตัวครั้งใหญ่ หลังหนี้เสียพุ่งเกือบ 10% สะท้อนความเปราะบางทางธุรกิจ เร่งผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-แบงก์ ปรับเกมแข่งขัน ยกระดับซัพพลายเชน หวังพลิกเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ย้ำ รับมือโลกผันผวน ใช้ AI และ Data เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ เชื่อมโยง 7 ซัพพลายเชนแห่งอนาคต


นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนถึง 99.5% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และสร้างการจ้างงาน 69% ของประเทศ แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียง 35% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านผลิตภาพและศักยภาพการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย ขณะที่ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อ SME อยู่ในระดับสูงถึง 9.9% สูงกว่าภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบที่ 3.5% และสินเชื่อรายย่อยที่ 4% สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัว

ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมีรายได้ต่อหัวประชากร 16,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากปัจจุบันในปี 2025 อยู่ที่ 7,690 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากยังเติบโตด้วยอัตราเดิมจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 30 ปีจึงจะไปถึงเป้าหมาย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยภาครัฐร่วมกับ IMF และ World Bank ได้กำหนด 7 อุตสาหกรรมหรือซัพพลายเชนแห่งอนาคต เพื่อเป็นทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งกลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป การแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัลและการค้า

รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพในการต่อยอด อย่างไรก็ตาม การเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนเป้าหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการต้องสร้างจุดแข็งและความแตกต่างของสินค้าและบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาที่กดดันความสามารถในการทำกำไร

สำหรับแนวทางยกระดับ SME ให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการต้องพัฒนาคุณลักษณะสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ การขยายตลาดและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ การบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่อง รวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นในซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งราคาน้ำมัน ภาษี และต้นทุนขนส่ง

นอกจากนี้ ต้องปรับมุมมองจากการให้ SME เป็นศูนย์กลาง มาเป็นการมองประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นธรรม ขณะที่ SME ต้องพัฒนาทักษะแรงงานสู่ Workforce of the Future และจัดทำบัญชีอย่างโปร่งใส ส่วนสถาบันการเงินต้องปรับบทบาทสู่การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Finance the Transformation)

โดยใช้ข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าน้ำมัน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมสนับสนุน Green Finance และ Transition Finance ขณะที่ภาครัฐต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เจรจา FTA และปรับเงื่อนไข Credit Term ให้ชัดเจน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ SME ตลอดจนสถาบันการศึกษาต้องพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ

ทั้งนี้ เป้าหมายการพัฒนาประเทศในปี 2037 ต้องถ่ายทอดเป็น KPI ระยะกลางและระยะสั้น พร้อมกระจายตัวชี้วัดไปยังหน่วยงานภาครัฐ สมาคม หอการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการ เพื่อให้ทุกฝ่ายลงมือปฏิบัติและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

Back to top button