โบรกฯดังแนะสอย 5 หุ้นดาวเด่น ชู Dividend Play สูง-ผันผวนต่ำ

เก็บ 5 หุ้นผันผวนต่ำ-Dividend Play สูง SIRI, TMT, INTUCH, TASCO ,MAJOR โดยแนะนำลงทุนก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ราว 2 เดือน และขายทำกำไรในวันขึ้น XD


ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ได้ทำการสำรวจบทวิเคราะห์สำหรับการเข้าลงทุนในภาวะตลาดหุ้นไทยที่ยังคงผันผวน โดยพบว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บจ.) ที่มีความผันผวนต่ำ และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ โดยมองว่า SET ผันผวน 1,818-1,836 จุด ตามแรงขายรายหุ้นที่ประกาศงบไตรมาส 4/60 และราคาน้ำมันที่แกว่งตัว  กดดันหุ้นน้ำมัน แต่ข่าวบวกที่ PTTEP ไปซื้อแหล่งบงกชอีก 22% ช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นอีก 4 บาท ทำให้ upside สูง 15% กลยุทธ์ยังแนะนำขายหุ้นที่ upside จำกัด/เกินมูลค่า (AOT, BJC, TOP, JAS, EA, TRUE) แต่ให้สะสมหุ้นปันผล (SIRI, TMT, MAJOR, MCS, PTTEP, IRPC) หรือหุ้น Laggard (STEC, CK, UNIQ) Top picks: SIRI ([email protected]), CK(FV@B36) และเพิ่ม PTTEP(FV@B137) ส่วนวันนี้ WP (WG ซื้อ PICNI) กลับมาเทรดอีกครั้งมูลค่าหุ้นคือ 9.2 บาท

ดังนั้น ในสภาวะที่ตลาดฯ กำลังปรับฐาน หุ้นปันผลสูง ที่มีความผันผวนต่ำ จึงยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น Dividend Play ที่มีการจ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ คือ SIRI, TMT, INTUCH, TASCO และ MAJOR  โดยแนะนำก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ราว 2 เดือน และขายทำกำไรในวันขึ้น XD

โดย บจ.ที่เข้าเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าวมีทั้งหมด 5 บจ.ด้วยกัน ดังนี้ SIRI, TMT, INTUCH, TASCO และ MAJOR

อันดับที่ 1 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI โดยบริษัทมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 5.29%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” SIRI ราคาเป้าหมาย 2.50 บาท/หุ้น ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าหุ้นยังถูกแม้ปรับลดประมาณการกำไรลงแล้ว SIRI ยังคงซื้อขายที่ PER ปี 2561 ที่ 8.7 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่มอสังหาฯที่ให้คำแนะนำอีกทั้งความเสี่ยงขาลงที่มีจำกัดเนื่องจากปัจจุบันหุ้นซื้อขายใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี ปี 2561 ที่ 2.2 บาทต่อหุ้น รวมถึงอัตราเงินปันผลที่จะจ่ายในปี 2561 สูงถึง 6.3%

ทั้งนี้จากที่ปรับลดคาดการณ์กำไรลง ราคาเป้าหมายใหม่สำหรับสิ้นปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ 2.50 บาท (จากเดิม 2.60 บาท) อ้างอิงจาก PER ที่ 9.5 เท่า คิดเป็น 0.8 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาวในช่วงปี 2549-2559

อันดับที่ 2 บริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMT โดยบริษัทมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 8.82%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ “T-BUY” ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท/หุ้น โดยประเมินผลประกอบการไตรมาส 4/60 จะมีกำไรที่ชะลอตัวลงเหลือประมาณ 150 ล้านบาท (ลดลง 27% จากไตรมาสก่อน, ลดลง 27% จากปีก่อน) เนื่องจากราคาขายชะลอตัว

ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ HRC สูงขึ้นรวมถึงเป็นช่วงโลซีซั่น  แต่แนวโน้มไตรมาส 1/61 คาดจะกลับมาดีใหม่ จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการที่สูงขึ้น รวมถึงเป็นช่วงไฮซีซั่น  TMT มีการขายเหล็กเป็น Solution ไปยังอุตสาหกรรมการผลิต มีการวางแผนการผลิตร่วมกับลูกค้า  เป็นศูนย์บริการเหล็กครบวงจร  ทำให้ผลประกอบการเด่นกว่ากลุ่มหุ้นในกลุ่มเหล็กอื่นๆ  แนวโน้มปี 2561 คาดจะเติบโต  TMT เป็นหุ้นปันผลเด่นมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 7.5-8.1% เราคงคำแนะนำ TRADING BUY เป้าหมาย 17.50 บาท

 

อันดับที่ 3 บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH โดยบริษัทมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 8%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 72.25 บาท/หุ้น ทั้งนี้ประเมินว่าในงวดไตรมาส 4/60 บริษัทจะมีกำไรที่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนที่ 2.90 พันล้านบาท (ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน) เป็นเพราะคาดรายได้ที่ลดลงจากธุรกิจดาวเทียม (THCOM) บวกกับส่วนแบ่งกำไรจากจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ (ADVANC) ที่คาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน  ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” INTUCH เนื่องจาก ยังมี upside จากราคาเป้าหมายปี 2561 ขณะที่คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังของปี 60 จะจูงใจที่ 2.3% และเพิ่มเป็น 5% ลดลง 5.5% ในปี 2561

 

อันดับที่ 4 บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO โดยบริษัทมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3.89%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯแนะ  “ซื้อ” TASCO คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 1.10 พันล้านบาท แต่คาดว่าสิ่งที่จะทำให้ตลาดตื่นเต้นคือการคาดการณ์กำไรสุทธิ 0.5 -1.0 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/61

ทั้งนี้แม้ว่าการล่าช้าในการส่งน้ำมันดิบให้เวเนซูเอล่าจะเป็นการกดดันธุรกิจโรงกลั่น และทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง แต่คาดความต้องการใช้ยางมะตอยในประเทศที่เพิ่มขึ้น จะช่วยชดเชยได้

นอกจากนี้ กรมทางหลวงมีงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นการเพิ่มความต้องการใช้ยางธรรมชาติ คาดจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/61 พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 31 บาท

อันดับที่ 5 บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR โดยบริษัทมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 4.03%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” MAJOR ให้ราคาเป้าหมาย 33 บาท/หุ้น โดยมองว่าปี 2560 เป็นปีที่น่าผิดหวังของเมเจอร์ เนื่องจากภาพยนต์ต้นทุนสูงหลายเรื่อง ไม่เป็นที่นิยม

อย่างไรก็ตามปี 2561 จะเป็นปีที่ดีขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของการบริโภค การเพิ่มขึ้นของจำนวนภาพยนต์ไทย และการลดต้นทุน ทั้งนี้ปรับประมาณการ EPS ปี 60-62 ลง 22-28% และปรับราคาเป้าหมายปี 61 ลง 3% จากผลประกอบการไตรมาส 3/60 ที่อ่อนแอ กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกคิดเป็นเพียง 65% ของประมาณการทั้งปี

ทั้งนี้แนะนำ ซื้อ ปัจจัยสนับสนุนมาจากการควบคุมต้นทุนที่ดี และการได้รับการตอบรับที่ดีของภาพยนต์ไทย

 

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

Back to top button