SPCG ท็อป 10 หุ้นพลังงานปันผลดี “เมย์แบงก์ฯ” ชูยีลด์สูง 6% ติดกัน 3 ปีซ้อน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจเรื่องอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ปี 2563 ที่ผ่านมาของกลุ่มพลังงานทั้งหมดที่มี 44 บมจ. พบว่า บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG จัดเป็นอันดับ 7 ที่ให้อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนที่ดีราว 6% ซึ่งส่วนใหญ่ของทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมจะอยู่ระหว่าง 1-5%

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG กล่าวว่า ปีนี้บริษัทยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้มาจาก 2 ธุรกิจหลัก คือ 1. ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) 36 โครงการ รวมกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ และขณะนี้ยังมีโครงการอื่นอีกในประเทศ ที่บริษัทกำลังศึกษาลงทุนเพิ่มเติม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มโดยบริษัท

ตั้งเป้ากำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ในปี 2025

สำหรับธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม ในต่างประเทศมี 2 แห่งที่ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการโซลาร์ฟาร์ม Ukujima Mega Solar Project ขนาดกำลังการผลิตรวม 480 เมกะวัตต์ ที่ร่วมทุนกับ Kyocera Corporation และบริษัทย่อยอื่นๆ (โครงการนี้ SPCG ถือ 17.92%) ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ COD ในปี 2023 และโครงการ Tottori Yonago Mega Solar Power Plant กำลังการผลิตไฟฟ้า 30 เมกะวัตต์

2.ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ที่บริษัทตั้งเป้าการเติบโตรายได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR บริษัทในเครือ SPCG ที่ขณะนี้ได้ติดตั้งให้ภาคครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย ทั้งปัจจุบันกำลังเจรจากับอีกหลายโรงงานที่ให้ความสนใจจะติดตั้งด้วย เช่นกัน

ดังนั้น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง จึงมีมุมมองที่ดี กับ SPCG โดยชูประเด็นว่าเป็นหุ้นปันผลเด่นของกลุ่มพลังงาน เนื่องจากบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลมาได้อย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน และให้อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนในระดับสูงถึง 6% แบบนี้ติดต่อกันมา 3 ปี ต่อเนื่อง

เพราะจากการประกาศจ่ายปันผลงวด 2 ของครึ่งปีหลัง 63 อีก 0.65 บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield (อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 3.2%) และ (หากรวมงวดครึ่งแรกของปี 63 ที่ 0.55 บาท เท่ากับว่า SPCG ให้อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน งวดปี 2563 น่าพอใจ 6.0%

สาเหตุที่บริษัทยังทำกำไรได้ต่อเนื่อง เนื่องจากการบริหารงานและต้นทุนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีกำไรสวนกระแสเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

สำหรับรายได้ที่เพิ่มมาจาก บริษัทย่อย SPR ก็ยังคงเดินหน้าติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคา (Solar rooftop) ได้อย่างต่อเนื่อง โดย SPR มีรายได้ 526 ลบ. +3.9% ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และคิดเป็น 10.6% ของรายได้รวม

นอกจากนั้น บริษัทจัดการต้นทุนการดำเนินงานได้ดี โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง 26% YoY (เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว) หรือลดลง 94 ลบ. จากการทยอยชำระไถ่ถอนหุ้นกู้ตามกำหนด 1.7 พันล้านบาทในปีนี้ สำหรับการลงทุนใหม่ๆ ก็ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนฐานะทางการเงินแข็งแรงดี หนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงจาก 0.4 เท่า เป็น 0.27 เท่า ณ สิ้นปี 2563

สำหรับผลการดำเนินงานของ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน บริษัทฯ ได้แจ้งผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อย สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 3,062.4 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น เท่ากับ 2.80 บาท เติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งมีกำไรสุทธิ จำนวน 3,011.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 51.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 2

สำหรับเงินปันผลจากผลการดำเนินงานประจำปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 1.20 บาท ซึ่งได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563 ในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายในงวดนี้ อัตราหุ้นละ 0.65 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 686,263,500 บาท (หกร้อยแปดสิบหกล้านสองแสนหกหมื่นสามพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันพุธที่ 17 มีนาคม 2564 ทั้งนี้การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับการอนุมัติ จากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 เมษายน 2564

Back to top button