
“คงกระพัน” เปิดยุทธศาสตร์ PTT พลิกวิกฤตพลังงานเป็นแต้มต่อเศรษฐกิจไทย
“คงกระพัน” ชูโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายพลังงานทั่วโลก พลิกข้อจำกัดไทยนำเข้าน้ำมันดิบ 90% เป็นแต้มต่อเศรษฐกิจ เผยกลุ่ม PTT ลงทุนเพิ่มศักยภาพโรงกลั่นและเครือข่ายจัดหากว่า 1.11 แสนล้านบาท รับภาระสภาพคล่องเพิ่มกว่า 2.3 แสนล้านบาทช่วงวิกฤต เดินหน้าขยายแหล่งก๊าซ–พัฒนา CCS หนุนความมั่นคงพลังงานควบคู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “เปลี่ยนความมั่นคงพลังงานสู่แต้มต่อของไทย” บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาต่อเนื่องหลายสิบปี การกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก
แม้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 90% ของความต้องการ และพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศประมาณ 40% แต่ยังมีความพร้อมด้านโรงกลั่น ระบบท่อส่งก๊าซ สถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) และเครือข่ายซื้อขายพลังงาน ซึ่งช่วยรักษาความต่อเนื่องของการผลิตในภาวะวิกฤต
นายคงกระพัน กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สงครามยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและห่วงโซ่อุปทาน โดยการบริหารพลังงานต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 ปัจจัย ได้แก่ ความมั่นคงในการจัดหา (Energy Security) ราคาที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability)
อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤต ความมั่นคงในการจัดหาพลังงานเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เนื่องจากการขาดแคลนพลังงานย่อมกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่การลดการปล่อยคาร์บอนยังเป็นเป้าหมายสำคัญในระยะยาว
- ชูโครงข่ายก๊าซ–LNG เสริมความมั่นคงพลังงาน
นายคงกระพัน ระบุว่า ไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย และนำเข้าก๊าซจากเมียนมา รวมถึง LNG จากตลาดโลก โดยมีโครงข่ายท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซที่ลงทุนต่อเนื่องมาหลายสิบปี
ปัจจุบันประเทศไทยมี LNG Terminal เปิดดำเนินการ 2 แห่ง มีกำลังรองรับรวมประมาณ 20 ล้านตันต่อปี โดยแห่งแรกลงทุนโดยกลุ่ม ปตท. ส่วนแห่งที่ 2 ที่หนองแฟบ จังหวัดระยอง ดำเนินการผ่านบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด (PE LNG) ซึ่งบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถือหุ้นฝ่ายละ 50% พร้อมมีโครงการแห่งที่ 3 อยู่ระหว่างพัฒนา
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยยังสามารถนำไปแยกเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีและก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนายคงกระพันระบุว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีสัดส่วนประมาณ 5% ของ GDP และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 500,000 คน
สำหรับความร่วมมือระดับภูมิภาค อาเซียนมีเครือข่ายท่อส่งก๊าซหลายพันกิโลเมตรและสถานีรับ LNG ประมาณ 15 แห่ง ซึ่งช่วยให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนการจัดหาพลังงานระหว่างกันได้ โดยยกตัวอย่างการส่งก๊าซช่วยเหลือมาเลเซียเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง และการขอรับก๊าซจากมาเลเซียในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปริมาณก๊าซจากแหล่งผลิตเดิมในอ่าวไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มลดลง ทำให้ไทยต้องพึ่งพา LNG เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซใหม่ รวมถึงโอกาสในทะเลอันดามัน แม้ต้นทุนการสำรวจและผลิตจะสูงขึ้น แต่ก๊าซจากแหล่งในประเทศยังมีโอกาสแข่งขันด้านต้นทุนกับ LNG นำเข้า
- ลงทุนกว่า 1.11 แสนล้าน ยกระดับโรงกลั่นรับวิกฤต
นายคงกระพัน กล่าวว่า ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 แห่ง สามารถผลิตน้ำมันดีเซล เบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา และวัตถุดิบปิโตรเคมี โดยต้องบริหารสมดุลการผลิต การใช้ในประเทศ และการส่งออกตามความต้องการของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ลงทุนกว่า 111,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโรงกลั่นในการใช้วัตถุดิบจากหลายภูมิภาค ยกระดับความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการผลิต รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถและเครือข่ายธุรกิจซื้อขายพลังงาน
ขณะเดียวกัน กลุ่ม ปตท. มีเครือข่าย Trading ในศูนย์กลางพลังงานสำคัญ ได้แก่ ฮิวสตัน ลอนดอน สิงคโปร์ และอาบูดาบี ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนได้เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งหรืออุปทานหยุดชะงัก
นายคงกระพัน ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตพลังงานเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 70% เหลือ 30% โดยสามารถเพิ่มการจัดหาจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และอเมริกาใต้ทดแทน ส่งผลให้โรงกลั่นยังเดินเครื่องได้ใกล้เต็มกำลังการผลิตหรือสูงกว่าระดับปกติ โดยไม่จำเป็นต้องลดกำลังผลิตจากการขาดแคลนวัตถุดิบ
ทั้งนี้ ความสามารถดังกล่าวสะท้อนข้อได้เปรียบของไทยที่มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานการผลิตในประเทศและเครือข่ายจัดหาพลังงานระดับโลก ช่วยรักษาความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงภูมิภาคเดียว
- รับภาระสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้าน ดูแลพลังงานไทย
นายคงกระพัน กล่าวว่า ปตท. มีบทบาทสองด้าน ทั้งการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น โดยกลุ่ม ปตท. มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของตลาดหุ้นไทยตามข้อมูลที่นำเสนอ
ในช่วงวิกฤตพลังงาน ปตท. ให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงาน แม้ต้องรับภาระสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงราคาน้ำมันดิบปรับตัวจากประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ข้อมูลที่กลุ่ม ปตท. เปิดเผยก่อนหน้านี้ระบุว่า วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้มีภาระสภาพคล่องเพิ่มเติมกว่า 230,000 ล้านบาท จากเงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันและก๊าซ หลักประกันธุรกรรมซื้อขายวัตถุดิบ และยอดค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 600 ล้านบาทต่อเดือน
นายคงกระพัน ระบุว่า ภาระดังกล่าวเป็นต้นทุนที่กลุ่ม ปตท. ต้องบริหารจัดการเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่สามารถนำต้นทุนทั้งหมดไปผลักภาระให้ผู้บริโภคผ่านราคาจำหน่ายได้โดยตรง
สำหรับโครงสร้างกำไรของกลุ่ม ปตท. นายคงกระพันอธิบายในเชิงสัดส่วนว่า ประมาณ 40% มาจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อีกกว่า 20% มาจากธุรกิจก๊าซและการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่กำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันโดยตรงมีสัดส่วนต่ำกว่า 20% สะท้อนความสำคัญของการกระจายการลงทุนและสร้างรายได้จากธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลปริมาณการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายพลังงานผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทานพลังงาน
- ดันก๊าซธรรมชาติควบคู่ CCS รับ Net Zero ปี 2050
นายคงกระพัน กล่าวว่า ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานโลกในช่วง 20–30 ปีข้างหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวภาพ ยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้าและต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต เมื่อภาระต้นทุนจากการปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น
สำหรับการพัฒนา CCS บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ได้อนุมัติการลงทุนโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในปี 2571 และทยอยเพิ่มกำลังการกักเก็บคาร์บอนสูงสุดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี
ขณะเดียวกัน กลุ่ม ปตท. ยังมีแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน CCS ขนาดใหญ่ในอ่าวไทยช่วงปี 2576–2577 เพื่อรองรับการลดคาร์บอนจากอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยได้ยาก เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และโรงไฟฟ้า รวมถึงการศึกษาโครงการนำร่องในพื้นที่มาบตาพุดและภาคตะวันออก
ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. วางแนวทางมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050 ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การปรับพอร์ตธุรกิจสู่กิจกรรมคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานและกระบวนการผลิต และการใช้เทคโนโลยี CCS จัดการคาร์บอนส่วนที่ยังไม่สามารถลดได้
นายคงกระพัน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความมั่นคงทางพลังงานของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

