
“ศุภชัย” ชู 5 ฮับเศรษฐกิจ ดึงทุนโลกเข้าไทย ปั้นตลาดทุน หนุน GDP โต 4–5%
“ศุภชัย เจียรวนนท์” เสนอ 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ชูตลาดทุนเชื่อมฮ่องกง–สิงคโปร์–Nasdaq ดึง Tech Startup ระดมทุน เร่งลงทุน AI–Data Center–เซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเสนอ Matching Fund เพิ่มขีดแข่งขัน หลัง FDI ไทยตามหลังเวียดนาม หวังหนุน GDP เติบโต 4–5%
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด (Arise Ventures Group) กล่าวปาฐกถาบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างระบบนิเวศการลงทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สู่ระดับ 4–5%
นายศุภชัย ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ระเบียบใหม่ (New World Order) จากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตของ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศ Global South ทั้ง BRICS อินเดีย และอาเซียน
ทั้งนี้ ไทยมีความได้เปรียบจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใจกลางอาเซียน จึงมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเสนอให้ขับเคลื่อน 5 ศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญ ประกอบด้วย
1. New Economy Hub ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ มุ่งดึงดูดการลงทุน Data Center, Semiconductor, Cloud Technology, AI, Robotics และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมต่อยอดฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย โดยเฉพาะยานยนต์ เพื่อรักษาสถานะหนึ่งใน 10 ฐานการผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก และเร่งให้ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่
2. Technology & Innovation Hub ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรม เร่งเพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งไทยอยู่ที่ประมาณ 0.9% ของ GDP เทียบกับจีนที่ 2.8% พร้อมดึงบริษัทต่างชาติตั้งศูนย์วิจัยและห้องปฏิบัติการร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ Tech Startup หลังไทยมีประมาณ 2,000 ราย เพิ่มจาก 500 รายเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าสิงคโปร์ที่มีประมาณ 50,000 ราย โดยเสนอใช้มาตรการภาษีและกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการเทคโนโลยี
3. Human Capital Hub ศูนย์กลางบุคลากร มุ่งพัฒนาทักษะ AI และสร้างผู้ประกอบการผ่าน University Startup และ University Lab โดยไทยมีนักศึกษาอุดมศึกษาประมาณ 2 ล้านคน และผู้สำเร็จการศึกษาราว 500,000 คนต่อปี ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นกำลังคนและผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่
4. Food Security & Healthcare Hub ศูนย์กลางอาหารและสุขภาพ ใช้ศักยภาพภาคเกษตรและระบบสาธารณสุขไทยต่อยอด Food Technology, Biotechnology, Smart Farming และ Wellness Tourism โดยไทยมีผลผลิตธัญพืชส่วนเกินจากความต้องการในประเทศประมาณ 19% ขณะที่การส่งออกทุเรียนมีมูลค่าราว 140,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ตลาด Wellness Tourism โลกมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมสุขภาพและบริการมูลค่าสูง
5. Trade, Logistics & Financial Hub ศูนย์กลางการค้า โลจิสติกส์ และการเงิน ใช้ความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์เชื่อมโยงจีน อาเซียน และมหาสมุทรอินเดีย โดยไทยมีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับ 22 ของโลก เทียบกับสิงคโปร์ที่มีมูลค่าการค้าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จึงมีโอกาสขยายบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินระดับภูมิภาค
- ชูตลาดทุนไทยเชื่อม Nasdaq ดึง Tech Startup ระดมทุน
นายศุภชัย กล่าวว่า ตลาดทุนไทยมีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กลางระดมทุนระดับภูมิภาค โดยมีจุดแข็งด้านสภาพคล่อง พร้อมเสนอให้สร้างความร่วมมือกับตลาดทุนฮ่องกง สิงคโปร์ และ Nasdaq เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีทั้งไทยและต่างชาติเข้าจดทะเบียนและระดมทุน
ขณะเดียวกัน เสนอพัฒนากลไก Matching Fund โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่สนับสนุนเงินลงทุนสมทบจาก Venture Capital (VC) ควบคู่กับมาตรการภาษี การจัดตั้งศูนย์วิจัย และการจ้างบุคลากร เพื่อสร้างระบบนิเวศให้ Tech Startup เติบโตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
- เร่งดึง FDI หนุนเศรษฐกิจโต 4–5%
นายศุภชัย ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับเศรษฐกิจ โดยปีที่ผ่านมาเวียดนามมีเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับไทยที่ประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ แม้การลงทุนไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องเร่งดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ GDP ในระดับ 4–5%
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ได้แก่ การรักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ เสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจในระยะ 4–10 ปี ตลอดจนธรรมาภิบาลและความโปร่งใสภาครัฐ
พร้อมเสนอให้นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ พัฒนาระบบเศรษฐกิจไร้เงินสด (Cashless Society) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบธุรกรรม และลงทุนด้าน Cybersecurity และ AI Defense รองรับความเสี่ยงทางเทคโนโลยี
- ชูพลังงานสะอาด–กระจายลงทุนภูมิภาค
สำหรับด้านพลังงาน นายศุภชัย มองว่า ไทยมีโอกาสใช้ความได้เปรียบจากการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดและก๊าซธรรมชาติกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะลาวและเมียนมา เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและรักษาต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ รวมถึงติดตามเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
นอกจากนี้ เสนอให้กระจายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสู่ภูมิภาค ทั้งระบบน้ำ ชลประทาน คมนาคม การศึกษา และสาธารณสุข โดยจัดสรรเงินลงทุนให้สัมพันธ์กับจำนวนประชากร พร้อมส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบริหารโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเหลื่อมล้ำ
- เสนอใช้ศักยภาพเงินสำรองหนุนเศรษฐกิจใหม่
นายศุภชัย ยังเสนอให้พิจารณาแนวทางใช้ศักยภาพทางการเงินของประเทศ โดยอ้างถึงเงินสำรองระหว่างประเทศประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจใหม่อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวต้องพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมาย วัตถุประสงค์ของเงินสำรอง และหลักเกณฑ์บริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยความสำเร็จขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของนโยบาย การลงทุนด้านเทคโนโลยีและบุคลากร รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

