
“อนุทิน” แถลงนโยบาย รับมือวิกฤตโลก “คุมพลังงาน-รีเซ็ตเศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ”
เปิดประชุมรัฐสภาแถลงนโยบายวันแรก นายกฯ “อนุทิน” กางแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก คุมต้นทุน ดันตลาดทุนโปร่งใส เพิ่มช่องทางการลงทุนระยะยาว รีเซ็ตเศรษฐกิจ แก้หนี้-หนุน AI ย้ำเดินหน้าดันคนไทยตั้งตัวได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 เม.ย.69) เวลา 08.30 น. การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีวาระด่วนให้ คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม
ต่อมา เวลา 09.06 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายรัฐบาล โดยย้ำหลักการบริหารราชการแผ่นดิน 3 ประการ ได้แก่ 1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และ 3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรมภายใต้ธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ในการอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความยาวกว่า 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายสำคัญในทุกมิติของการบริหารประเทศ
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติชะงักงัน ทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย
รัฐบาลจึงเร่งบริหารจัดการด้านพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลต้นทุนภาคการผลิต ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย และผู้ประกอบการ SMEs
พร้อมกันนี้ ยังมุ่งสร้างโอกาสการเริ่มต้นและการเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงานและอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ และส่งเสริมการออมผ่านการลงทุนระยะยาว สร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสริมศักยภาพตลาดทุนไทยในระยะยาว
ในภาคการเกษตร รัฐบาลมุ่งพัฒนาเกษตรแม่นยำ โดยใช้ AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ควบคู่กับโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับเกษตรกร เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มรายได้
ด้านการค้า รัฐบาลเดินหน้าสร้าง “พันธมิตรการค้า” และยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจากคู่ค้าไปสู่พันธมิตร เพื่อขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้กำหนดกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐแบบบูรณาการในรูปแบบ “กลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” ซึ่งในระยะเริ่มต้นแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ
“ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน และนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว”
โดยรัฐบาลย้ำการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำหลักการดำเนินงานว่า “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาและยกระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
“กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นในประเทศไทย” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 10.15 น. ประธานในที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายซักถาม โดยการแถลงนโยบายรัฐบาลจะใช้เวลารวม 32 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2569
คำแถลงนโยบายรัฐบาล ฉบับเต็ม คลิกที่นี่




