“ดีอี” ลุย TH-AI Passport วงเงิน 1.6 พันล้าน ดันคนไทยใช้ AI Pro 5 ล้านคน

กระทรวงดีอีแจงโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1.6 พันล้านบาท ดำเนินการโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผ่านระบบ e-bidding ตั้งเป้ายกระดับคนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับ Pro ลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี


นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเตรียมดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1.6 พันล้านบาท เพื่อจัดหาสิทธิ์การใช้งาน AI จำนวน 12 โมเดล ให้ประชาชน 5 ล้านคนสามารถเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับ Pro ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยืนยันว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ อีกทั้งไม่ใช่การแจก AI Pro ฟรีตามที่มีการเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทั้งนี้ กระทรวงดีอีได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 โดยใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายผ่านระบบ e-bidding ซึ่งเป็นระบบเปิดให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่การใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE Fund รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ

นายไชยชนก กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI หลังผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึง AI หรือ AI Diffusion เพียง 10.7% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่ที่ 60.9% และเวียดนามอยู่ที่ 23.5%

นอกจากนี้ หลายประเทศทั่วโลกมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึง AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ของประเทศ เช่น สิงคโปร์ที่สนับสนุน Premium AI Tools ควบคู่กับหลักสูตร AI Literacy โดยใช้งบประมาณกว่า 27,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 900 บาทต่อคนต่อปี

สำหรับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน AI ในประเทศไทยได้ถึง 5 ล้านคน และทำให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 23% สูงกว่าค่าเฉลี่ย Global Benchmark ที่ 16.3% โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือน

นายไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของโครงการอยู่ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” มุ่งเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI อย่างมีคุณภาพ ผ่านหลักสูตร Up Skill ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยจะร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ได้แก่ Google, Microsoft และ OpenAI เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพ เพิ่มทักษะ และสร้างรายได้ในอนาคต

ส่วนประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล นายไชยชนกยืนยันว่า ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปใช้ต่อยอดในการพัฒนา Generative AI ได้ โดยข้อมูลผู้ใช้งานและ Prompt จะถูกจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบ Anonymous เท่านั้น ขณะที่การ Verify ID เป็นเพียงกระบวนการยืนยันสิทธิ์การใช้งานสำหรับคนไทย โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่เจ้าของโมเดล AI

ด้านโครงสร้างระบบ โครงการดังกล่าวเปิดให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการได้หลายรูปแบบ ทั้ง Token Allocation, Reserve Capacity ผ่าน TPU/GPU Cloud หรือ Hybrid Model โดยกำหนด Technical Specification ในลักษณะที่เน้นผลลัพธ์การใช้งานจริง มากกว่าการกำหนดจำนวน Token แบบตายตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ

“โครงการ TH-AI Passport เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึง AI ระดับ Pro ลดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงเทคโนโลยี จากเดิมที่บางส่วนต้องแชร์บัญชีใช้งานร่วมกันหลายคน และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงศักยภาพของ Advanced Generative AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนการใช้ AI แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพคนไทย ให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วในอนาคต” นายไชยชนก กล่าว

Back to top button