
ธปท. ย้ำไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาต Forex เตือนฝ่าฝืนโทษคุก-ปรับ
ธปท. ยืนยันไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Forex เตือนผู้ให้บริการและผู้ชักชวนลงทุนมีความผิดตามกฎหมาย พร้อมร่วม DSI ตรวจสอบแพลตฟอร์มที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และคุมเข้มการใช้ Payment Gateway
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มิ.ย.69) นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีการประกอบธุรกิจให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) ที่กำลังเป็นประเด็นว่า ที่ผ่านมา ธปท. ไม่มีนโยบายในการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจดังกล่าว
ดังนั้น การประกอบธุรกิจ Forex รวมถึงการให้บริการรับ-ส่งเงินเพื่อชำระธุรกรรม Forex ทั้งในและต่างประเทศ มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลที่โฆษณา ประกาศ หรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน หรือเทรด Forex จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท รวมทั้งปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตามระยะเวลาที่ยังกระทำความผิด
ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway ปัจจุบันอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่รู้จักและบริหารจัดการความเสี่ยงของร้านค้าที่ตนให้บริการ (Know Your Merchant: KYM) โดยครอบคลุมการตรวจสอบคุณสมบัติของร้านค้าก่อนรับเข้าระบบ และต้องติดตามพฤติกรรมธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง หากพบร้านค้าที่มีพฤติกรรมผิดปกติหรือเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ระงับการให้บริการแก่ร้านค้าดังกล่าวทันที
หาก ธปท. ตรวจพบว่าผู้ประกอบธุรกิจ Payment Gateway ละเลยหน้าที่ ธปท. มีอำนาจดำเนินการตามลำดับความรุนแรง โดยอาจสั่งระงับการให้บริการ สั่งปรับ หรือเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้อำนาจเพิกถอนใบอนุญาต ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560
นางสาวชญาวดี กล่าวว่า กรณีที่เป็นกระแสข่าวเกี่ยวกับธุรกิจ Forex ที่ใช้ช่องทาง Payment Gateway นั้น ธปท. อยู่ระหว่างร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อพิจารณาการประกอบธุรกิจว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดข้างต้นหรือไม่ โดยหากพบความผิด จะระงับการเข้าถึงเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มดังกล่าว และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับการรับชำระเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay นั้น ธปท. กำหนดให้ผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับทุกรายต้องให้บริการในสกุลเงินบาทเท่านั้น หากฝ่าฝืน ธปท. มีอำนาจสั่งให้แก้ไข และสั่งปรับตามพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 รวมทั้งสั่งระงับการให้บริการ และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพิกถอนใบอนุญาต
ทั้งนี้ กรณีการโอนเงินหยวนโดยตรงผ่าน QR Code แบบโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) ของ Alipay และ WeChat Pay นั้น ธุรกรรมจะเกิดขึ้นบนระบบของผู้ให้บริการต่างประเทศ ที่ผ่านมา หาก ธปท. ตรวจสอบพบการกระทำดังกล่าว ก็จะส่งต่อให้กับ Alipay และ WeChat Pay เพื่อระงับบัญชี อย่างไรก็ดี ธปท. ได้ประสานงานกับ Alipay และ WeChat Pay ให้ติดตามพฤติกรรมการใช้งาน และระงับบัญชีที่นำ QR Code โอนเงินส่วนตัวไปใช้รับชำระเงินเชิงพาณิชย์ด้วย
“จากข้อมูลที่ได้รับนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 มีการระงับบัญชีที่ใช้โอนเป็นเงินหยวนผ่าน QR Code แบบ P2P แล้วอย่างน้อย 5,000 บัญชี”
อย่างไรก็ดี หากประชาชนพบเบาะแสการประกอบธุรกิจ Forex ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ การใช้บัญชีธนาคารหรือบัญชี e-Money เพื่อรับ-ส่งเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม Forex หรือการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือร้านค้าที่รับชำระเงินด้วยเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธปท. หมายเลข 1213 เพื่อให้ ธปท. ตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป

