
สธ. เผย “โควิด 19” ป่วยสะสม 9.9 หมื่นรายใน 8 เดือน ชี้ NB.1.8.1 ยังไม่รุนแรงขึ้น
กรมควบคุมโรค เผยสถานการณ์โควิด 19 ในประเทศไทยยังพบผู้ป่วยต่อเนื่องตามแนวโน้มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจตามฤดูกาล พบผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย เสียชีวิต 15 ราย ระบุสายพันธุ์โอมิครอน NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่พบกว่า 50% แต่ยังไม่พบหลักฐานทำให้เกิดโรครุนแรงเพิ่มขึ้น แนะประชาชนยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” ป้องกันการแพร่เชื้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 ก.ย.69) แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และ นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจตามฤดูกาล

โดยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 99,691 ราย เสียชีวิต 15 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.02 โดยพบผู้ป่วยในทุกช่วงอายุ แต่อัตราป่วยสูงสุดเป็นกลุ่มเด็กอายุ 0-4 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 30-39 ปี และอายุ 20-29 ปี ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ และ RSV ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจโดยรวม

สำหรับสายพันธุ์โควิด-19 ปัจจุบัน จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้อ พบว่า สายพันธุ์หลักที่เฝ้าระวังในประเทศไทยขณะนี้คือ โอมิครอนสายพันธุ์ NB.1.8.1 จำนวน 524 ราย คิดเป็นสัดส่วน 50.14% ซึ่งพบต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 และยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงเพิ่มขึ้น
ข้อมูลการเฝ้าระวังระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ดังนั้น การพบสายพันธุ์ย่อยหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไม่ได้หมายความว่าโรคจะมีความรุนแรงขึ้นเสมอไป ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับชื่อสายพันธุ์ แต่ควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้
สำหรับอาการของโควิด-19 ที่พบในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป
หากมีอาการป่วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ สังเกตอาการของตนเอง และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก
หากจำเป็นต้องออกจากบ้านหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น ควรสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ และหากอาการป่วยไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม
โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้โควิด-19 ในปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่กลุ่ม 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป
กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่มีคนแออัดหรืออากาศไม่ถ่ายเท และควรปฏิบัติตามมาตรการ DMH อย่างเคร่งครัด ได้แก่
D (Distancing) เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ
M (Mask Wearing) สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าอย่างถูกต้องเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
H (Hands Washing) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นมาตรการพื้นฐานในการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวเน้นย้ำว่า ประชาชนสามารถใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ แต่ควรเน้นการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นช่วงที่โรคระบบทางเดินหายใจสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น
ให้ยึดหลัก “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” หากมีอาการป่วยควรพักและลดการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากเมื่อมีอาการหรืออยู่ในสถานที่แออัด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ซึมลง หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์ทันที

