ศาลปกครองสูงสุดสั่ง “ไตรรัตน์” แจง 7 วัน ปมเผยแพร่ข่าวคดี “หมอไห่” ส่อละเมิดอำนาจศาล

ศาลปกครองสูงสุดสั่ง “ไตรรัตน์” รักษาการเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงพร้อมหลักฐานภายใน 7 วัน ปมเผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลคดี “นพ.สรณ” อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ขณะที่ข้อพิพาทสถานะประธาน กสทช. และการจัดประชุมบอร์ดยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ต.ค.69) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งลงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ให้ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา จัดทำคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง กรณีสำนักงาน กสทช. เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับคำสั่งศาลในคดีที่ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

คำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่ศาลพิจารณาหนังสือสำนักงานศาลปกครอง ชั้นความลับ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 8 กันยายน 2569 เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวสารของสำนักงาน กสทช. โดยมีประเด็นจากเอกสารข่าว กสทช. ฉบับที่ 85/2569 ลงวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งอ้างถึงคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 เกี่ยวกับคดีของ นพ.สรณ

ทั้งนี้ ศาลกำหนดให้นายไตรรัตน์ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ แหล่งที่มาของการรับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ว่าได้รับข้อมูลจากบุคคลหรือช่องทางใด และรายละเอียดการเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าวไปยังสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ หรือสื่อประเภทอื่น โดยต้องระบุรายชื่อผู้รับข้อมูลและเวลาที่นำส่งอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ศาลยังให้ผู้ถูกกล่าวหาจัดส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้า จำนวน 1 ชุด ภายในระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เพื่อประกอบการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ โดยคำสั่งครั้งนี้เป็นขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานศาลปกครองได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีสำนักงาน กสทช. เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา ในคดีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า ข้อความบางส่วนในเอกสารข่าวของสำนักงาน กสทช. เป็นการนำข้อกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีมานำเสนอในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นคำวินิจฉัยหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาล

สำนักงานศาลปกครองระบุว่า การเผยแพร่ข้อความดังกล่าวโดยไม่ครบถ้วนอาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของคำสั่งศาล และได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะเดียวกัน ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. และกระบวนการจัดประชุมคณะกรรมการยังเป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือด่วนที่สุดลงนามโดย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้ชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. หลังมีการออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 ตามคำสั่งของประธาน กสทช. ท่ามกลางข้อโต้แย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่ง

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ขณะที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ส่งผลให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของคำพิพากษาและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับหนังสือชี้แจงต่อนายกรัฐมนตรี นายไตรรัตน์ระบุว่า การจัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 เป็นการดำเนินการตามคำสั่งของ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. โดยสำนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นสถานะการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. เป็นเรื่องที่ควรสอบถามจาก นพ.สรณ โดยตรง เนื่องจากสำนักงานไม่สามารถชี้แจงแทนได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแนวทางการสนับสนุนการจัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะกรณีกรรมการอีก 6 ราย ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะประธานกรรมการ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ ผลการชี้แจงของนายไตรรัตน์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายในระยะเวลาที่กำหนด ตลอดจนแนวทางดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ในการสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการภายใต้ข้อพิพาทที่ยังไม่ยุติ เพื่อให้การบริหารงานขององค์กรเป็นไปตามกฎหมายและไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

Back to top button