ศึกตะวันออกกลางกดอุปทาน “น้ำมันโลก” พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบอุปทานพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.69) เดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.6% สู่ระดับประมาณ 108.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเปิดการซื้อขายของตลาดเอเชียแปซิฟิก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุระดับจิตวิทยา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022)

รายงานระบุว่า การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกหายไปประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ความรุนแรงที่ทวีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี และสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินทั่วโลก

ทั้งนี้ มีรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างน้อย 5 แห่งในและรอบกรุงเตหะรานของอิหร่านถูกโจมตี ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของคูเวตประกาศลดกำลังการผลิตชั่วคราว ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากการตอบโต้ทางทหาร

นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นเส้นทางที่เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกประมาณ 1 ใน 5 ต้องผ่าน ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยมีรายงานว่า การสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงักต่อเนื่องกว่า 1 สัปดาห์

รายงานยังระบุว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยนักลงทุนกังวลว่าความตึงเครียดด้านพลังงานอาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศ

Back to top button