“ดาวโจนส์” ปิดลบ 739 จุด วิตกสงครามอิหร่าน เขย่าอุปทานน้ำมันโลก

ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วง 739.42 จุด นักลงทุนวิตกสงครามอิหร่านเขย่าอุปทานน้ำมันโลก กดดันตลาดการเงิน หลังอิหร่านยืนยันจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.69) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีร่วงลงมากกว่า 1.5% ท่ามกลางแรงขายในวงกว้าง หลังนักลงทุนกังวลว่าสงครามอิหร่านและความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกจะหนุนเงินเฟ้อและกดดันเศรษฐกิจ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 46,677.85 จุด ลดลง 739.42 จุด หรือ 1.56% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,672.62 จุด ลดลง 103.18 จุด หรือ 1.52% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,311.98 จุด ลดลง 404.15 จุด หรือ 1.78%

แรงกดดันต่อตลาดเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง โดยรอยเตอร์ส รายงานว่า อิหร่านยืนยันจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ขณะที่เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางสำคัญของโลก

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดที่ 100.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 95.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022)

ด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า วิกฤติครั้งนี้อาจกลายเป็นการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านพลังงานอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน รวมถึงการยกเว้นกฎหมาย Jones Act ชั่วคราว ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่าการคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังขึ้นอยู่กับความพร้อมทางทหารในพื้นที่

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลในธุรกิจสินเชื่อภาคเอกชน โดยรอยเตอร์ส ระบุว่า มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) และ เจพีมอร์แกน (JPMorgan) ได้ดำเนินมาตรการเชิงป้องกันในพอร์ต private credit ขณะที่หุ้น Dollar General ร่วง 6.14% หลังคาดการณ์ยอดขายอ่อนแอ

นักลงทุนยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ ท่ามกลางความกังวลว่า ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอาจกระทบแนวโน้มเงินเฟ้อและการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยของเฟด

Back to top button