“ดาวโจนส์” ปิดลบ 46 จุด พ่วง Nasdaq-S&P 500 ดิ่งหนัก แรงขายหุ้นเทคฉุด

หุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงขายหนัก กด Nasdaq ร่วงกว่า 2% และ S&P 500 ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ หลังนักลงทุนกังวลการลงทุนด้าน AI ที่พึ่งพาเงินกู้มากขึ้น พร้อมจับตาท่าทีเข้มงวดของ Fed


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (23 มิ.ย.69) โดยดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ หลังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อการใช้เงินกู้เพื่อขยายการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,666.84 จุด ลดลง 45.87 จุด หรือ -0.09% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,365.46 จุด ลดลง 107.33 จุด หรือ -1.44% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,587.04 จุด ลดลง 579.56 จุด หรือ -2.21%

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า หุ้น Nvidia ร่วงลง 4.1% ขณะที่ Alphabet ลดลง 1% ส่วนหุ้นผู้ผลิตชิป ได้แก่ Intel, Marvell Technology และ Advanced Micro Devices (AMD) ปรับตัวลดลงระหว่าง 5.8%-9.4% ส่งผลให้แรงขายกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

โธมัส มาร์ติน ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ Globalt กล่าวว่า ข่าวเกี่ยวกับ AI ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อการใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) และการเร่งขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ความกังวลต่อการที่ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ใช้เงินกู้เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI เป็นอีกปัจจัยที่เร่งแรงขายในตลาด

สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น SpaceX ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% หลังจากลดลงติดต่อกันในช่วง 3 วันก่อนหน้า โดยรอยเตอร์ส ระบุว่า SpaceX ได้เข้าร่วมกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่หันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ (Bond Market) เพื่อหาเงินทุนเพิ่มเติม

ส่วนหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ Micron Technology และ SanDisk ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นของดัชนี S&P 500 ในปีนี้ ต่างปรับตัวลดลงราว 13% ขณะที่นักลงทุนจับตาการประกาศผลประกอบการของ Micron ในวันพุธ (25 มิ.ย.69) เพื่อประเมินแนวโน้มของอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำและชิป AI หลังราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งตลอดปีนี้

ด้านดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) หรือดัชนีวัดความผันผวนของตลาดวอลล์สตรีท ปรับเพิ่มขึ้น 2.23 จุด สู่ระดับ 19.52 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์

ในจำนวน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 มี 6 กลุ่มที่ปิดบวก โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (Consumer Staples) ปรับตัวขึ้นมากที่สุดที่ 1.8% หลังจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มหันไปให้น้ำหนักกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นของตลาดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ภายในเดือนธันวาคม จากเดิมเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ที่ตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นเพียง 1 ครั้ง ครั้งละ 0.25% สะท้อนการคาดการณ์ว่า นโยบายการเงินภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ นายเควิน วอร์ช จะมีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น

Back to top button