
“ดาวโจนส์” ปิดดิ่ง 1,153 จุด! หลังเฟดเสียงแตกคงดอกเบี้ย-บอนด์ยีลด์พุ่ง ฉุดหุ้นชิปทรุด
ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงแรง 2.19% หลังเฟดเสียงแตกคงดอกเบี้ย ขณะที่ “เควิน วอร์ช” ระบุอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ หากเงินเฟ้อยังสูง ดันบอนด์ยีลด์ระยะยาวพุ่ง ส่วนหุ้นชิป–AI ถูกเทขายต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนวันพุธ (29 ก.ค.69) ดัชนีหลักทั้ง 3 ปิดร่วงลงอย่างหนัก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการและถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด สร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวพุ่งขึ้น และหุ้นกลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกเทขายต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,594.14 จุด ลดลง 1,153.18 จุด หรือ -2.19% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,316.15 จุด ลดลง 112.63 จุด หรือ -1.52% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 24,442.94 จุด ลดลง 433.97 จุด หรือ -1.74% โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ส่วน Nasdaq อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนประมาณ 9%
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนอย่างมากในช่วงท้ายการซื้อขาย หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 9 ต่อ 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% โดยกรรมการ 3 คนสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับแนวทางควบคุมเงินเฟ้อ
วอร์ชย้ำว่า เฟดจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการเมื่อมีความจำเป็นและเหมาะสม พร้อมระบุว่า หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงประมาณการ อัตราดอกเบี้ยอาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ไข แต่ไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม นายวอร์ชไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรในการประชุมครั้งถัดไป
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า หลังเฟดประกาศมติ นักลงทุนให้น้ำหนักประมาณ 57% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อ หากข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานในช่วงสองเดือนข้างหน้าไม่ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.68% จาก 4.61% ในวันก่อนหน้า ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีทะลุระดับ 5.20% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2550 ส่วนบอนด์ยีลด์อายุ 2 ปีลดลงมาอยู่ที่ 4.24% จาก 4.26% สะท้อนการชันตัวของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อระยะยาว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นยังเพิ่มความวิตกว่าต้นทุนพลังงานอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้น 7.3% ปิดที่ 88.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการสู้รบที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น และสร้างความกังวลต่อการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง
ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วงลงต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงทุ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI จำนวนมาก ซึ่งอาจกระทบกระแสเงินสดและผลตอบแทนในอนาคต โดยดัชนี Nasdaq 100 ลดลง 2.1% และอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายนประมาณ 11%
หุ้น Nvidia ลดลง 3.6% และเป็นหุ้นที่กดดันดัชนี S&P 500 มากที่สุด ขณะที่หุ้น KLA Corp. ร่วงลง 10.8% แม้บริษัทเปิดเผยกำไรและรายได้สูงกว่าคาด ส่วนหุ้น Vertiv ซึ่งดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ดิ่งลง 17% หลังรายได้รายไตรมาสต่ำกว่าประมาณการ
แรงขายหุ้นชิปในสหรัฐฯ เกิดขึ้นตามการร่วงลงของหุ้น SK Hynix ในเกาหลีใต้เกือบ 10% หลังบริษัทเปิดเผยรายได้และกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่สูงพอตามความคาดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลงอย่างหนัก
