“หยวนต้า” เตือนสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตรอิหร่าน จับตาจีนเป้าถัดไป แนะเก็บทอง-หุ้นกลาโหม

บล.หยวนต้า ชี้สหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตรอิหร่านเข้าสู่ Base Case (S1) เตือนจับตาเป้าถัดไปอาจลามถึงธนาคารจีนยกระดับสู่ S2 พร้อมแนะจัดพอร์ต Satellite 5-10% ทยอยสะสมทองคำและหุ้นกลาโหม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์ประเมินการยกระดับมาตรการกดดันอิหร่านของสหรัฐฯ โดยมองว่า Scott Bessent ได้ปรับโครงสร้างการคว่ำบาตร (Sanction Architecture) จากเดิมที่มุ่งปราบปรามเครือข่ายหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ทั้ง Shadow Fleet และ Shadow Banking เป็นรายกรณี ไปสู่การใช้มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) เพื่อจำกัดการเชื่อมโยงของอิหร่านกับระบบเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ส่งผลให้ผู้ซื้อ โรงกลั่น ธนาคาร บริษัทประกัน ผู้ให้บริการขนส่ง และระบบชำระเงินของประเทศที่สาม ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

บล.หยวนต้าประเมินว่า สถานการณ์ปัจจุบันสอดคล้องกับแบบจำลอง Scenario 1 (S1): Global Secondary Isolation ซึ่งเป็นกรณีฐาน (Base Case) ที่ให้น้ำหนักไว้ 50% อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้มาตรการในระยะนี้ยังมีลักษณะเป็นเพียง “สัญญาณเตือน” (Warning Shot) ก่อนเข้าสู่การบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Full Enforcement) เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ขยายมาตรการไปสู่การลงโทษสถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือประเทศคู่ค้าหลักในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างแรงกระทบต่อระบบการเงินโลกอย่างรุนแรง (Financial Shock)

สำหรับมาตรการรอบนี้ สหรัฐฯ ใช้แนวทางสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หรือ Threat of Financial Exclusion เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนถอนตัวจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับมาตรการภายใต้ NDAA Section 1245 ในปี 2012 และ 2018 อย่างไรก็ตาม บล.หยวนต้ามองว่าอิหร่านในปัจจุบันมีความเปราะบางมากกว่าในอดีต โดยอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแตะ 87.9% ในเดือนกรกฎาคม จากประมาณ 10% ในปี 2018 ขณะที่ค่าเงินอิหร่านอ่อนค่าลงราว 30%

ขณะเดียวกัน เงื่อนไขที่อาจทำให้สถานการณ์ยกระดับไปสู่ Scenario 2 (S2): U.S.-China Financial Risk กำลังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยสุนทรพจน์ของ Bessent เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม รวมถึงการให้สัมภาษณ์กรณีธนาคารจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน สะท้อนว่า Economic Escalation ยังไม่สิ้นสุด

หากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Treasury) เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับธนาคารขนาดใหญ่ของจีน หรือระบบชำระเงินด้วยเงินหยวน (Yuan Settlement) ความเสี่ยงจะยกระดับจาก S1 ซึ่งเป็น Base Case ไปสู่ S2 ทันที โดยสถานการณ์จะเปลี่ยนจากการตัดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลก ไปสู่การเผชิญหน้าทางการเงินระหว่างสหรัฐฯ และจีน (U.S.-China Financial Confrontation) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินหยวน สภาพคล่องในระบบการเงิน และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

ส่วน Scenario 3 และ Scenario 4 (S3/S4) ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ใช้มาตรการภาษี (Tariff), Section 232 หรือมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการขนส่งในระดับสูงสุด (Full Economic Siege)

สำหรับผลกระทบต่อสินทรัพย์ทางการเงินและการจัดพอร์ตลงทุน บล.หยวนต้าระบุว่า จากการศึกษาข้อมูลในอดีต Economic Sanctions มีผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมในระดับจำกัด โดยในกรอบ 3, 6 และ 12 เดือน มีแนวโน้มส่งผลเป็นบวกต่อตลาดหุ้น ทองคำ และตราสารหนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ส่งผลเป็นลบต่อราคาน้ำมันดิบ

เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ Yuanta CIO แนะนำให้นักลงทุนจัดสรร Satellite Portfolio ในสัดส่วน 5-10% โดยเน้น 2 กลุ่มสินทรัพย์หลัก ได้แก่ ธีมความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (Defend) ซึ่งเน้นลงทุนในผู้ผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่มีความสามารถในการกระจายความเสี่ยง โดยแนะนำกองทุน DAOL-DEFENSE ซึ่งเน้นกลุ่ม Defend ในสหรัฐฯ หรือการลงทุนโดยตรงผ่าน SHLD ETF ซึ่งเน้นกลุ่ม Prime Contractor ในสหรัฐฯ

อีกกลุ่มคือ ทองคำ โดยแนะนำกลยุทธ์ “ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว” เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยง สามารถลงทุนผ่าน DR ได้แก่ GOLD19 และ GOLDUS19 กองทุนรวม BGOLD หรือ ETF ต่างประเทศ GLD

ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสถาบันการเงินและระบบชำระเงินของจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังภาคการเงินของจีนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนจากการกดดันอิหร่านไปสู่ความเสี่ยงด้านการเงินระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อสินทรัพย์การเงินทั่วโลกในวงกว้าง

Back to top button