การเมืองสหรัฐพลิกขั้ว..จุดเปลี่ยนวิกฤติอ่าวอาหรับ.?

ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นการวัดพลังทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ


ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นการวัดพลังทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนทิศทางนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจระดับโลกอย่างสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี ผลการเลือกตั้งที่พรรคเดโมแครต กลับมาครองเสียงข้างมาก ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กลายเป็นสัญญาณทางการเมืองระลอกใหญ่ ที่ส่งผลกระทบไปไกลถึงตะวันออกกลาง

“โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ” ประธานรัฐสภาอิหร่าน ออกมาระบุถึงผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ประชาชนอเมริกันได้ส่งสารชัดเจนว่า ต้องการหยุดยั้งความรุนแรง ด้วยการส่งเสียง “ไม่เอาสงคราม” ผ่านคูหาเลือกตั้ง อิหร่าน มองว่า ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกัน เป็นผลมาจากความบอบช้ำทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นผลกระทบเกี่ยวเนื่องโดยตรงจากปฏิบัติการทางทหารที่รัฐบาลทรัมป์ เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะยอมรับว่า ประเด็นเรื่องสงครามอิหร่านและวิกฤติราคาพลังงานมีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันต้องสูญเสียที่นั่งในสภาคองเกรส แต่เขายังคงยืนยันในจุดยืนเดิมว่า การตัดสินใจใช้กำลังทางทหารกับอิหร่าน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อความมั่นคงของชาติ และระบุว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็จะตัดสินใจแบบเดิม ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความร้าวฉานทางความคิดที่เด่นชัด ระหว่างฝ่ายบริหารและกระแสความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งทะลุ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นต่อราคาพลังงานและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วสหรัฐฯ ปัญหาค่าครองชีพกลายมาเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วงที่ครอบงำเวทีหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม และทำให้ผู้ใช้ออกเสียงจำนวนมากเลือกที่จะปฏิเสธนโยบายต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อการบานปลายของสงคราม

การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรส กำลังนำไปสู่ฉากทัศน์ใหม่ทางการเมือง สมาชิกพรรคเดโมแครตเตรียมผลักดันมติตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีผลผูกพัน เพื่อจำกัดขอบเขตและบังคับให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากมติแบบไม่ผูกพันที่เคยผ่านสภายุคที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก

ขณะเดียวกันฝั่งอิหร่าน ยังคงรักษาระดับการเตือนภัย และเตรียมพร้อมรับมือระดับสูงสุด “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กำชับให้กองทัพเตรียมการตอบโต้ภัยคุกคามทุกรูปแบบทันทีและรุนแรงที่สุด โดยปราศจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ส่งผลให้บรรยากาศความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงสุ่มเสี่ยง แม้จะมีรายงานข่าวว่าฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการรอบใหม่ แต่แรงกดดันจากสภาคองเกรสชุดใหม่อาจกลายเป็นเบรกทางการเมืองที่สำคัญ

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการสลับขั้วอำนาจในวอชิงตันเท่านั้น แต่เป็นประตูด่านสำคัญที่อาจชี้ชะตาทิศทางความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก การถ่วงอำนาจทางการเมืองระหว่างอำนาจของประธานาธิบดีกับสภาคองเกรส กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าในเส้นทางแห่งความขัดแย้งต่อไป หรือต้องปรับเปลี่ยนแนวทางตามเสียงสะท้อนของประชาชนที่ปฏิเสธภาวะสงคราม และต้องการความเสถียรภาพเศรษฐกิจกลับคืนอีกครั้ง…

Back to top button