สมาคมประกันฯ โชว์สถานะการเงินปึก! CAR สูงกว่า 200% ไม่กระทบสินไหมน้ำท่วมใต้ 2.7 หมื่นล.

สมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2569 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 301,000–303,900 ล้านบาท เติบโต 2.5–3.5% จากปีก่อนหน้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ธ.ค.68) นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม–กันยายน) ปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 215,103 ล้านบาท เติบโต 2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดปี 2568 ธุรกิจจะขยายตัวในช่วง 2.0–3.0% หรือมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมประมาณ 292,290–295,150 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้ปี 2568 ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยต้องเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ทั้งภัยธรรมชาติ เหตุอุบัติภัย และความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงเติบโตได้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของอุตสาหกรรม

สำหรับปี 2569 ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยยังต้องเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเฉพาะด้านมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภัยไซเบอร์ และประเด็นด้าน ESG

โดยบริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (TIRD) ประเมินว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมอยู่ในช่วง 301,000–303,900 ล้านบาท เติบโต 2.5–3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้า ความถี่และความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อประกันอัคคีภัยและ IAR รวมถึงต้นทุนการประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนของการค้าโลกอาจกระทบต่อประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ส่วนประกันภัยสุขภาพเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อทางการแพทย์

สมาคมฯ ระบุว่า ภายใต้ความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยได้เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้แบบจำลองภัยพิบัติและการประกันภัยต่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเสริมเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อควบคุมต้นทุนและรับมือกับเงินเฟ้อทางการแพทย์

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างการรับประกันภัยอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความถี่และมูลค่าความเสียหาย รวมถึงต้นทุนการซ่อมและอะไหล่ โดยข้อมูลระบุว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องติดตามและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ผ่านการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยบนพื้นฐานข้อมูลความเสี่ยงจริง ต้นทุนอะไหล่ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

ส่วนสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2568 พบว่า มีกรมธรรม์ที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรวม 62,147 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 16,029 ล้านบาท และเมื่อรวมการประเมินความเสียหายเพิ่มเติม คาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมจะอยู่ในช่วงประมาณ 23,000–27,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นความเสียหายของรถยนต์ประมาณ 11,000–13,000 ล้านบาท และประกันภัยทรัพย์สินประมาณ 12,000–14,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงสัดส่วน กรมธรรม์ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด โดยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจในพื้นที่น้ำท่วมมีสัดส่วนเพียง 6.4% และประกันภัยทรัพย์สิน 11.7% ของกรมธรรม์ทั้งหมด อีกทั้งอุตสาหกรรมยังมีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่า 200% และภาระสินไหมทดแทนหลังการประกันภัยต่อยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ยืนยันว่า ระบบประกันวินาศภัยของประเทศยังมีความมั่นคงและแข็งแกร่ง สามารถรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงได้อย่างเพียงพอ พร้อมเดินหน้าดูแลผู้เอาประกันภัย เสริมความพร้อมของระบบ และยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

Back to top button